Story / Photo / Video Content

หากมองถึงการทำตลาดท่องเที่ยวยุคใหม่… ที่อะไรๆ ก็ถูกย้ายมาสู่โลกออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์คแทบจะ 100%
“รีวิว (Story) รูปภาพ (Photo) และวิดีโอ (Video Content)” 3 สิ่งนี้คงเป็น หัวใจหลัก ในการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก รวมถึงเรื่องอาหารการกิน

“เพราะรีวิวคือตัวช่วยสำคัญของนักท่องเที่ยวที่กำลังหาข้อมูล ได้เห็นก่อน ได้ศึกษาข้อมูลอย่างครบถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจดีไซน์แพลนการท่องเที่ยวของตนเองได้ง่ายยิ่งขึ้น”

ดังนั้นการทำรีวิวท่องเที่ยวสมัยนี้มีหลักการในการทำอยู่ นั่นก็คือ 1. ข้อมูล : อาจไม่ใช่สถานที่แปลกใหม่ยอดฮิต แต่ต้องหามุมเล่าที่น่าสนใจเพื่อพรีเซ็นต์ให้โดดเด่นกว่ารีวิวอื่นที่มีอยู่มากมายเต็มไปหมด
2. การเลือกใช้สื่อที่ครบถ้วน ซึ่งจะหมายถึงความน่าสนใจของรีวิวที่เราทำขึ้นมา เพราะแน่นอนว่า ตัวอักษรอาจเล่าเรื่องราวได้ แต่การมีรูปภาพเสริมยิ่งช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพ และถ้ามีวิดีโอด้วยยิ่งทำให้คนอ่านเห็นภาพที่กว้างขึ้น เข้าใจมากขึ้น และเล่าเรื่องราวได้สนุกยิ่งกว่า
3. คาแรคเตอร์ : การสร้างคาแรคเตอร์สำคัญพอๆ กับการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้า เพราะความชอบและความต้องการรับข้อมูลของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน บางคนอาจชอบรีวิวท่องเที่ยวที่เป็นสายข้อมูลแน่นๆ ต่อรถป้ายไหน ค่ารถ ค่ากินทั้งทริปรวมกันเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน เพราะบางทีภาพภาพเดียวบนโซเชียลที่ถูกอัพโดยนักเดินทางที่เราติดตาม อาจทำให้เราอยากออกไปสถานที่แห่งนั้นตามผู้รีวิวก็เป็นได้

ทำ Social Media ล้วนๆ อาจเวิร์คกว่า รีวิฉบับยาวที่ถูกมองเป็นแค่ฐานข้อมูลสำหรับการค้นหา

เพราะการทำงานของ Social Media คือการ Push ข้อมูลไปยังผู้รับโดยตรง ระหว่างที่เรากำลังสไลด์หน้าไทมไลน์ อาจมีรีวิวท่องเที่ยวแทรกอยู่ในหน้าฟีด และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการเสิร์จหาข้อมูลต่อ ดังนั้นการชิงพื้นที่บนหน้าโซเชียลได้คือโอกาสเข้าถึงคนยุคนี้อยู่ใช้เวลาบนหน้าไทมไลน์มากกว่า บนหน้าเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

 

Influencer โลกออนไลน์ ไดร์ฟโปรโมชั่นอย่างเข้าถึงกลุ่ม

งานแฟร์รวมโปรลดราคาท่องเที่ยวยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย เพราะมีจุดเด่นคือตัวเลือกที่เยอะ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่ต้องแข่งกันสุดขีด

แต่อย่างลืมว่า… ในปัจจุบันมี Facebook page ที่เกิดขึ้นจากการเป็น แหล่งรวมโปรโมชั่น (Promotion hub) ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ดีลพิเศษ โปรร้อนโปรด่วนที่มีมาตลอดปี  ที่สำคัญเพจเหล่านี้มีผู้ติดตามเป็นจำนวนไม่น้อย ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลายล้านคน ส่งผลในให้การทำโปรโมชั่นจากตัวแบรนด์เอง อาจมีเสน่ห์น้อยกว่า เพื่อนบอกโปร โปรแรงต้องบอกต่อ ที่ถูกส่งออกมาจากเหล่า Influencer ด้านโปรโมชั่นบนโลกออนไลน์

 

Instagram Effect ไม่ควรมองข้าม

หลังจากการเข้าสื่อกิจการของ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ยอมควักเงินในกระเป๋าถึง 1 พันล้านเหรียญ เพื่อซื้อโซเชียลเน็ตเวิร์คมาแรงที่ชื่อว่า Instagram ซึ่งตลอด 7 ปีที่ผ่านมา Instagram ตั้งแต่ก่อตั้ง สถิติระบุว่าทุกๆ 6-9 เดือน พวกเขาสามารถเพิ่มยอดผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นถึง 100 ล้านคนทั่วโลก และในปี 2017 ตัวเลขคร่าวๆ ของเหล่าอินสตาแกรมเมอร์อยู่ที่ มากกว่า 800 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อย โดยมีแอคทีฟยูสเซอร์ที่ใช้งานทุกวันอยู่ที่ ประมาณ 500 ล้านคนต่อวัน

รวมถึงความน่าสนใจของลูกเล่นต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นให้รองรับภาพนิ่ง วิดีโอ ไลฟ์สด แพลตฟอร์มสำหรับการโฆษณา ฯลฯ และการเชื่อมโยงกันระหว่าง Facebook ส่งผลให้ยอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในช่วง 5 ปีหลังจากที่เข้ามาอยู่ในชายคาเดียวกับ Facebook

ดังนั้นคนทำการตลาดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจึงไม่ควรมองข้ามโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Instagram เพราะด้วยธรรมชาติของผู้ใช้งานแล้ว มีความชื่นชอบในการถ่ายภาพและสนใจภาพถ่ายเป็นทุนเดิม จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะชักจูงให้สถานที่ท่องเที่ยว หรือที่พักที่เราโปรโมต กลายเป็นหนึ่งในโลเคชั่นผลิตภาพสวยๆ ไว้อวดเพื่อนบนโลกโซเชียลของชาวอินสตราแกรม

 

ที่พักทางเลือก เหมือนได้อยู่บ้าน ดันธุรกิจสไตล์ Airbnb, Hostel โต

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน รวมแนวความคิดแบบสตาร์ทอัพ ส่งผลให้ “ที่พัก” สำหรับนักเดินทางมีตัวเลือกที่หลอกหลายขึ้น เราจะเห็นได้ถึงโมลเดลธุรกิจอย่าง Airbnb ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเช่าที่อยู่อาศัยของเราได้ รวมถึงการทำตลาดของเหล่าโฮสเทลขนาดเล็กที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ เด่นเรื่องการตกแต่งดีไซน์และราคาย่อมเยากว่าห้องพักสุดหรูในโรงแรม

แม้ที่จริงแล้ว ที่พักทางเลือกประเภทนี้ไม่ได้มาชิงส่วนแบ่งของตลาด Luxury Hotel โดยตรง แต่ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะยืดหยุ่นกว่าทั้งในเรื่องของจำนวนผู้เข้าพัก (1 คนนอน Hostel ถูกกว่า มาเป็นครอบครัวเช่าบ้าน Airbnb ราคาดีกว่า) บวกกับทำเลที่เหมาะสำหรับคนไม่ได้ยึดติดว่าต้องใกล้แหล่งท่องเที่ยวแบบติดประตูบ้าน และเทคโนโลยีสำหรับจองที่พัก และการโปรโมทโดยตรงของผู้ประกอบการผ่านทางสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เป็นของตนเอง

 

Official Review คือ คลังข้อมูล… แต่พลังเพื่อนบอกต่อยังสำคัญอยู่ดี

ประสบการณ์ตรงจากผู้ที่เคยไป คือสิ่งล้ำค่าและมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของนักเดินทางที่ต้องการไปตามรอยเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ Sponsor Review ที่มาจากทางแบรนด์เองกลายเป็นเพียงคลังข้อมูลที่ครบครัน

เราสามารถพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่านี้ได้ง่ายๆ จากพฤติกรรมการการแพลนทริปท่องเที่ยวของคนส่วนใหญ่ ที่มักเริ่มจากการเสิร์จหาข้อมูลที่มาจาก “ประสบการณ์การไปเที่ยว” นั่นก็คือการอ่านรีวิว อ่านโพสต์ และเชื่อในรีวิวของผู้บริโภคด้วยกันเองมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเว็บบอร์ด และบนโลกโซเชียลเป็นส่วนใหญ่

 

ทัวร์ไฟไหม้… ราคาดีเวลาคิดน้อย แต่เร้าใจเหลือเกิน!

เป็นกระแสมาโดยตลอด สำหรับการจัดทัวร์ไฟไหม้ ที่มาพร้อมกับราคาเร้าใจ มีเวลาตัดสินใจน้อย ยิ่งใกล้วันเดินทางราคายิ่งเร้าใจ เทคนิคการทำทัวร์ไฟไหม้ คือการช้อนลูกค้ารอบสุดท้าย หวังกำไรไม่มาก แต่เพื่อให้การจัดทัวร์ที่ลูกทัวร์ยังไม่ครบไม่ถึงกับขั้นขาดทุน
หากเราเช็คกลับไปที่ [email protected] ที่เป็น Official Account ทัวร์ไฟไหม้ทั้งหลาย มีผู้ติดตามหลักหลายแสนคนและมีการอัพเดตทริปทัวร์ทั้งในและต่างประเทศไม่ขาดสาย… ส่งตรงไปยังหน้าจอมือถือของ Follower ผ่านแอพลิเคชั่นยอดฮิตอย่างไลน์

กลยุทธ์การขายแบบเร่งด่วน ทัวร์ไฟไหม้ ตั้งราคาเฉียดเข้าเนื้อ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ประสบความสำเร็จ และเชื่อว่าหลายคนในที่นี้ต้องเคยแอด [email protected] Account หรือติดดาว Facebook Page ทัวร์ไฟไหม้ไว้แอบดูราคาที่ลดกระหน่ำจนอยากไปทุกทริป

 

“กิน อยู่ ใช้ชีวิต” เหมือนคนท้องถิ่น

ถึงเวลาบอกล่าชะโงกทัวร์… เพราะทริปท่องในยุคนี้ ต้องแข่งกันที่ “การสร้างประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว” โมเดลสตาร์ทอัพหลายๆ โครงการจึงยึดหลักนี้เป็นหลักในการสร้างโมเดลธุรกิจ “การเชื่อโยงให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้กับผู้คนในท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด นั้นก่อให้เกิดรายได้ต่อตัวชุมชนเอง รวมถึงก่อให้เกิดประสบการณ์ และการเรียนรู้จริงแก่ตัวนักท่องเที่ยวเอง”

มีของดีต้องโชว์ แต่ไม่ใช่ขายเป็นของฝากแล้วจบไป วิถียั่งยืนที่สุดคือการให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนได้ทดลองทำ ทดลองใช้ และทดลองใช้ชีวิตตามวิถีชีวิตที่เป็นจริงเหมือนกับคนท้องถิ่น

การโปรโมตและจัดทริปให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับ “Local feelดูจะเป็นการท่องเที่ยวทางเลือกที่น่าจับตามองอีกหนึ่งแนวทาง

 

“Connect to Disconnect

ท้ายที่สุดแล้ว แม้เราจะใช้พลังดิจิทัลและโลกออนไลน์ทำตลาดให้กับธุรกิจท่องเที่ยวมากสักเพียงใด เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างโลกแห่งการ Disconnect ให้กับลูกทัวร์ เพื่อให้ได้พักผ่อนจากงานและโลกออนไลน์บ้าง ได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง เติมเต็มประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการเสิร์จบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

* “แม้ว่าหลายคนอาจไม่ได้ Disconnect แบบ 100% เพราะได้เที่ยวทั้งที่ก็ต้องมีการอัพรูป เช็กอินสถานที่ผ่านโซเชียลอยู่ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะร่างกายก็ได้พักผ่อน ได้ตัดเรื่องหนักสมองทิ้งไปชั่วครู่ ก็ถือว่าเป็นรางวัลชีวิตที่ดีที่สุดแล้ว…

… ปลายปีแบบนี้อย่าลืม Connect หาข้อมูลเพื่อให้ร่างกายได้ Disconnect กันดูบ้างนะครับ