ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยกลุ่ม B2C ปีนี้คาดการณ์ 812,612.68 ล้านบาท จาก 703,331.91 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาตามรายงานของ ETDA เติบโตจากพฤติกรรมคนไทยนิยมช็อปออนไลน์มากขึ้น จากความง่าย สะดวกสบาย ราคาสินค้าบางไอเทมต่ำกว่าตามห้างร้าน และอื่นๆ จนกลายเป็นพฤติกรรมอยู่เงียบๆ ช็อปเพรียบนะคะ

ไม่แปลกเลยที่พฤติกรรมมา eMarketplace อื่นๆ ก็ขอเข้ามาขอแชร์จากพี่ใหญ่ Lazada ด้วยเช่นกัน

เห็นได้ว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มี 11 Street แห่งเกาหลีใต้ และ Shopee จากค่ายการีน่า สิงคโปร์ เข้ามาเปิดตลาดขอเป็นแนวร่วมในธุรกิจ eMarketplace ในประเทศไทย ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แม้คนไทยจะมีบัตรเครดิตเพียงสิบกว่าล้านใบก็ตาม

เพราะในวันนี้ อีคอมเมิร์ซ มีระบบการชำระเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โอนผ่านธนาคาร พร้อมเพย์ QR Code บัตรเดบิต หรือแม้แต่เก็บเงินปลายทาง พร้อมบริการขนส่งหลายรายที่แข่งขันในการให้บริการจนไม่รู้จะเลือกใช้บริการใครดี

เรามาดูกันว่า เกมการแข่งขันของ ผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง 11 Street และ Shopee จะเป็นอย่างไร ในโลกของ eMarketplace ไทย

ขอเป็นเบอร์1 อีคอมเมิร์ซไทย

คงจำได้ดีว่าในวันที่ 11 Street จากค่าย SK Telecom เกาหลีใต้มาไทยในช่วงเวลาแรก รุกหนักซื้อพื้นที่สื่อสร้าง Brand Awareness ผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซูเปอร์สตาร์เกาหลี “ซงจุงกิ” และ “มิว นิษฐา จิรยั่งยืน” จนกลายเป็นดราม่ากับการใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์ในสื่อบัตร Rabbit พักใหญ่

จุดมุ่งหมายหลักคือ การสร้างความรู้จักกับคนไทยถึง eMarketplace ใหม่ ของ 11Street และให้คนไทยเชื่อมั่นว่า 11Street จากแดนกิมจิ เอาจริงในตลาดไทยแค่ไหน

เมื่อย้อนกลับไปในวันแรกที่ 11 Street บุกไทย ได้เชื่อว่า ภายใน 6-7 ปี ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะเฟื่องฟูเหมือนกับเกาหลี แม้ในปีที่ผ่านมาตลาดอีคอมเมิร์ซในส่วนค้าปลีกไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 1% หรือมีมูลค่า 67,000 ล้านบาทจากตลาดค้าปลีกรวมก็ตาม เมื่อเทียบกับเกาหลีที่มีสัดส่วน 15% หรือมูลค่า 30,000 ล้าน USD มีอัตราการเติบโต 8-10% จากตลาดค้าปลีกรวม

ในปีนี้ 11 Street เชื่อว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในส่วนค้าปลีกไทยจะมีมูลค่า 87,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 30%เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และด้วยศักยภาพการของ 11Street สามารถเป็นเบอร์ 1 ในตลาดอีคอมเมิร์ซค้าปลีกไทยในปี 2564 ได้ไม่ยาก

สิ่งที่ทำให้ฮง โชล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย เชื่อว่า สามารถสยบ พี่ใหญ่อย่าง Lazada ที่มีแบคอัพผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซอย่างแจ็คหม่า มาจากการทุ่มเงินหลายพันล้านบาทในปีนี้นอกเหนือจากการสร้าง Awareness โปรโมชั่นดึงดูดผู้ซื้อ ยังให้ความสำคัญกับร้านค้า ด้วยการจัดอบรมร้านค้าผ่านศูนย์อบรบ 11Street Campus 6 แห่งทั่วประเทศ จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนเทรนด์ อีคอมเมิร์ซ บริการอบรมถ่ายภาพสินค้า และอื่นๆ 11Street  เชื่อว่ายิ่งมีสินค้ามาก จำนวนลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าก็มากตามมาเช่นกัน

รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ ขยายกลุ่มผู้ขาย เช่นรวมมือกับ  Inwshop ให้ร้านค้าใน lnwshop สามารถลิงค์สินค้าของร้านไปยัง 11street ได้สะดวก จับมือกับ Cotton USA จำหน่ายสินค้าจาก 21 แบรนด์ Licensees ดึงกลุ่มผู้ซื้อจาก เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น

พร้อมกิจกรรมต่างๆ ทั้งโปรโมชั่นส่วนลด  และโรดโชว์ไปยังภูมิภาคทั่วประเทศ เช่นเชียงใหม่ พัทยา เพื่อแนะนำให้กลุ่มลูกค้านอกเหนือกรุงเทพให้ทดลองใช้บริการ 11Street อย่างต่อเนื่อง

จนในปัจจุบัน 11Street มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 580,000 คน ร้านค้าผู้ขาย มากกว่า 18,000 ราย สินค้ามากกว่า 5.1 ล้านชิ้น และมีผู้เข้าชมมากกว่า 17.3 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งผู้บริหาร 11Street เชื่อว่า ถ้าสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปีได้ 11Street จะสามารถเป็นเบอร์ 1 ได้ในปี 2564 และคืนทุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมในการให้บริการที่เก็บร้านค้า 5-10% ขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละประเภทได้ภายในปี 2565

Free ไม่ต้อง Fee แล้วการเติบโตจะตามมา

แม้ Shopee eMarketplace ที่เน้นเจาะตลาด C2C จากค่ายการีน่า จะเข้ามาขยายฐานผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดไทยตั้งแต่ปลายปี 2558 ก่อนจะมามีสีสันอย่างเห็นได้ชัดจากแคมเปญ ญาญ่า ณเดชน์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ขยายการรับรู้ในวงกว้าง เจาะกลุ่มลูกค้าหลักคือวัยรุ่นที่มีกำลังซื้อ

ในวันที่ Shopee เข้ามาทดลองตลาดไทยเป็นเวลาปีกว่าเทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ มั่นใจว่าสามารถขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดประเทศไทย และตลาดเซาส์อีสเอเชียอีก 6 ประเทศได้แก่ มาเลเซีย อินโดนิเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไต้หวัน ที่ Shopee เข้าทำตลาดได้ในอนาคตอันใกล้

นอกเหนือจากการสร้าง Branding และ Brand Awareness ในวงกว้างผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้วยงบการตลาด 200 ล้านบาท ช่วยให้เกิดทราฟิกของผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้ผู้ซื้อรายเก่ากลับมาอีกครั้ง จนในปัจจุบันแอป Shopee ถูกคนไทยดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 8 ล้านโหลด และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อและผู้ขายว่า Shopee เอาจริงในตลาดไทย

อีกเหตุผลที่ผู้บริหาร Shopee มั่นใจว่าจะนำพา Shopee ก้าวข้ามพี่ใหญ่อย่าง Lazada และการรุกตลาดถึงผู้ขายโดยตรงของ 11Street มาจากการมองตลาดที่แตกต่างจากคู่แข่งที่ทุกรายมุ่งเน้นไปยังตลาด B2C แต่ Shopee เน้นเจาะตลาด C2C ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้ามาเปิดร้านค้าขายสินค้าออนไลน์ใน Shopee ได้ประหนึ่งเหมือนโพสต์ขายในโซเชียลมีเดีย

และดึงดูดให้เปิดขายสินค้าโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมในการบริการ การจัดส่งสินค้า เพื่อให้เกิดความหลากหลายในสินค้าเพราะ Shopee เชื่อว่ายิ่งมีสินค้ามากเท่าไรยอดผู้ซื้อจะตามมา และเมื่อผู้ขายสามารถขายสินค้าได้จริงก็จะยอมจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ Shopee ที่จะเรียกเก็บในอนาคต โดยในปัจจุบัน Shopee มีผู้ขายในระบบมากกว่า 4 แสนราย สินค้าระบบมากกว่า 6 ล้านชิ้น

นอกจากนี้ Shopee ยังนำจุดเด่นของโซเชียลมีเดียเช่น การแชทกับผู้ขาย และการติดตามร้านค้าเป็นจุดอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และฟรีค่าจัดส่งให้กับผู้ซื้อ และแคมเปญการตลาดอื่นเพื่อดึงดูดผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง เช่นจัดแคมเปญ 9.9 Mobile Shopping Day จำหน่ายสินค้าลดราคาพิเศษในวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่าน ในรูปแบบเดียวกับ 11.11 ของ Alibaba ซึ่งแคมเปญนี้ เทอเรนซ์ ได้สรุปว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จด้วยจำนวนออเดอร์สูงกว่าวันทั่วไป 3.5 เท่า มีลูกค้าเข้าชมเพิ่ม 5 เท่า

ทั้งนี้ Shopee ในประเทศไทย และอื่นๆ อีก 5 ประเทศยังเป็นธุรกิจที่ยังไม่สร้างรายได้ ส่วนประเทศไต้หวัน เป็นเพียงประเทศเดียวที่เริ่มคิดค่าธรรมเนียมในการให้บริการกับผู้ขาย และพื้นที่โฆษณา จากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่สูงเพราะมีประสบการณ์ในการใช้งานอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างดี

คงต้องดูต่อไปว่า 11 Street หรือ Shopee จะเข้ามาโค่นล้ม Lazada ได้จริงๆ ตามเป้าหมายหรือไม่