การปิดตัวของ Tower Records เมื่อปี 2006 (ยกเว้นในญี่ปุ่น) เป็นสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายว่าถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมดนตรีต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หลังยอดขาย CD ซึ่งเคยเป็นรายได้หลัก ลดลงอย่างน่าใจหาย ปัจจัยสำคัญมาจากผู้บริโภคหันไปฟังเพลงผ่าน Online ทั้งแบบถูกและละเมิดลิขสิทธ์กันมากขึ้น รวมถึงปัญหาเทปผี CD เถื่อน จนทุกภาคส่วนในวงการนี้ต้องกล้ำกลืนยอมรับว่า ทำเงินได้น้อยลงสวนทางกับช่องทางฟังที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าปัจจุบันพายุร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลังการฟังเพลงแบบ Freemium Streaming ทวีความนิยม และค่ายเพลงก็เก็บรายได้จากช่องทางดังกล่าวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น โดยหนึ่งในแกนนำผู้กู้วิกฤตครั้งนี้คือ Daniel Ek ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานบริหาร (CEO) และประธานบริษัท Spotify – Music Streaming App ที่มียอดผู้ใช้มากสุดในโลก

Ek เป็นชาวสวีเดน เกิดเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 1983 มีความสนใจด้านดนตรีกับคอมพิวเตอร์ควบคู่กันมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติฝ่ายแม่ส่วนใหญ่มีอาชีพทางดนตรี ขณะที่พ่อเลี้ยงทำงานด้าน IT แต่การเปลี่ยนไปให้น้ำหนักกับทักษะอย่างหลังมากกว่า ด้วยวัยเพียง 14 ปี เขาจึงรวบรวมเพื่อนนักเรียนมาช่วยกันทำกิจการรับสร้าง Homepage ราคาเข้าถึงได้ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ยืนยันได้จากรายได้ถึงเดือนละ 15,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 500,000 บาท)

ด้วยทักษะที่เพิ่มขึ้นประกอบกับการตื่นตัวทาง Internet ในสวีเดนช่วงปลายยุค 90 จากนโยบายรัฐบาลที่หวังพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าด้านนี้ Ek จึงเปิดกิจการให้เช่า Server และ Web Host ซึ่งทำเงินให้เพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 5,0000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 165,000 บาท) โดยเมื่อชีวิตเทให้กับงานด้าน Internet และ IT มากกว่า มีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับไม่อยากเสียเวลาไปกับการเรียนทฤษฎีเบื้องต้น เขาจึงลาออกจาก Royal Institute of Technology มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ หลังเป็นนิสิตระดับปริญญาตรีคณะวิศวกรรมได้เพียง 8 สัปดาห์

ถัดจากนั้นชีวิตอัจฉิยะที่เคยถูก Google ปฏิเสธเพียงเพราะเรียนมัธยมปลายไม่จบก็ขยับขึ้นในแดนบวกต่อเนื่อง ได้จับเงินล้านด้วยการสร้าง Program แจ้งเตือนบน Website ให้ Tradedoubler บริษัทฐานข้อมูลวงการโฆษณาในบ้านเกิด และขายสิทธิบัตร Program ที่เกี่ยวข้องกันอีกจำนวนหนึ่ง รายได้ 7 หลักที่ได้มาของ Ek ในปี 2006 ขณะอายุเพียง 23 ปีหมดไปกับห้องชุดสุดหรูและรถ Super Car แต่เหมือนชีวิตเล่นตลก เขากลับไร้สุขกับความอู้ฟู้หรูหราเหล่านี้ จนต้องขายสินทรัพย์ราคาแพงทิ้ง เพื่อให้มีเวลาทบทวนตัวเองอยู่เงียบในห้องเช่าใกล้บ้านที่โตมา โดยมี Martin Lorentzon ประธานบริษัท Tradedoubler ซึ่งเผชิญภาวะเดียวกัน หลังมีรายมากจนไม่รู้จะนำเงินไปทำอะไร เป็นผู้ร่วมปรับทุกข์และคิดหาทางว่าจะเอาไงต่อกับชีวิต

ในที่สุดทั้งสองก็เห็นตรงกันว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับอุตสาหกรรมดนตรีที่ขณะนั้นกำลังตกต่ำอย่างหนัก ด้วยแนวคิดให้ทดลองฟังเพลงให้เปล่าก่อนแล้วถ้าอยากได้ Feature เพิ่มพร้อมคุณภาพเสียงดีขึ้น ต้องซื้อเพิ่ม อันเป็นที่มาของ Freemium (Free+Premium) เพราะเชื่อว่าผู้บริโภคจะตอบรับกับการมีคลังเพลงถูกลิขสิทธ์ขนาดใหญ่และคุณภาพเสียงดีแทนการฟังแบบละเมิดลิขสิทธ์ แต่ต้องล่วงไปถึงปี 2008 กว่า Spotify – Music Steaming App และบริษัทที่เป็นคำผสมระหว่าง Spot กับ Identify หลัง Lorentzon ฟังชื่อบริษัทจาก Ek ซึ่งตะโกนออกมาจากอีกห้องหนึ่งไม่ชัด และยังไม่มีผู้ใช้ชื่อนี้เมื่อค้นหาผ่าน Google จะได้เปิดตัว ผิดจากแผนเดิมที่คาดไว้ว่าจะใช้เวลาแค่ 3 เดือน เพราะหมดไปกับการโน้มน้าวบรรดาผู้บริหารค่ายเพลงเข้าใจ

ข้อพิสูจน์แรกที่ยืนยันว่า Freemium สามารถปลุกอุตสาหกรรมทำเพลง ให้ลุกขึ้นเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงคือ ปี 2011 ยอดขายเพลงในทุกช่องทางของสวีเดน ชาติตะวันตกที่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธ์ทาง Online รุนแรงที่สุด กลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยการซื้อเพลงผ่านสื่อ Online ครองสัดส่วนยอดขายสูงสุด และชาวสวีเดน 1 ใน 3 มีบัญชีผู้ใช้ Spotify ซึ่งในจำนวนนี้ 1 ใน 4 ยอมจ่ายรายเดือนเพื่อเป็นผู้ใช้แบบ Premium ถัดจากนั้นก็ขยายธุรกิจเข้าไปยังประเทศต่างๆ ในหลายทวีป พร้อมเพิ่ม Feature และ Function มากมาย โดยที่เป็นจุดขายคือ Playlist มีทั้งที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง และที่ทาง Spotify สร้างขึ้น ซึ่งข้อมูลพฤติกรรมการฟังเพลง แนวเพลงที่ชอบ เวลาที่ฟัง ฟังขณะที่ทำกิจกรรมใด ประเทศที่อยู่ของผู้ฟัง และฟังผ่านอุปกรณ์ใด กลายเป็น Big Data ที่ AI นำไปสร้าง Playlist ให้ตรงตามรสนิยมการฟังมากขึ้น ส่วนศิลปินนักร้องแม้จะได้เพียง 18 สตางค์ทุกครั้งเมื่อมีการฟังเพลง (Streaming) ซึ่งน้อยกว่า 43 บาทของ Apple Music แต่ Playlist นี่เองที่ดันยอด Streaming ให้เพิ่มเร็วขึ้น

ปัจจุบัน Spotify คือ Music Streaming App อันดับหนึ่งของโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้เป็นประจำราว 140 ล้านคน (กว่า 60 ล้านคนเป็นสมาชิกแบบ Premium) ในกว่า 60 ประเทศ มีเพลงในคลังจาก 4 ค่ายเพลงใหญ่ ทั้ง Warner ,Universal ,EMI และ Sony รวมถึง Merlin Network บริษัทบริหารจัดการลิขสิทธ์เพลงให้ค่ายเพลงอิสระทั่วโลก ราว 30 ล้านเพลง โดยความสำเร็จดังกล่าวทำให้ ทาง Billboard สื่อดนตรีชื่อดัง ยกย่อง Ek วัย 34 ปี ให้เป็นสุดยอดผู้ทรงอิทธิพลในวงการดนตรีโลกปีนี้ ทว่ายังมีความท้าทายอีกมากที่รอเขาอยู่ ทั้งการกระชับความสัมพันธ์กับค่ายเพลงให้แน่นแฟ้น พาบริษัททำกำไรให้ได้ท่ามกลางภาระค่าลิขสิทธ์เพลงมูลค่ามหาศาล ตามด้วยการเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้า และแน่นอนการโน้มน้าวให้นักร้องกับวงดนตรีดังยอมปล่อยเพลงเข้ามาในคลังเพลงมากขึ้น / forbes.com ,theguardian ,wired ,wikipedia