ช่วงเปลี่ยนฤดูในยุคที่สภาพอากาศเดี๋ยวร้อนจัด เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวชื้น คาดเดาได้อยากแบบนี้ ทำเอาหลายคนป่วยได้ง่ายๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโรคทางผิวหนัง

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 2 มีคำแนะนำเกี่ยวกับโรคทางผิวหนังมาฝาก

 

 1.ผดผื่น อากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ เกิดได้ทั้งตามตัว หรือ บริเวณที่มีการระคายเคือง เช่น เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคันได้ ดังนั้น หากพบว่าจุดที่ยืนอยู่ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ควร หลีกเลี่ยงมาบริเวณ ที่อากาศปลอดโปร่ง เตรียมผ้าขนหนูสะอาดไว้เช็ดเหงื่อ

2.ผิวไหม้แดด แดดในช่วง สิบโมงเช้าถึงบ่ายสาม เป็นช่วงที่ต้องระวังแสงแดดทั้งยูวีเอ และยูวีบี การใส่เสื้อผ้า ใช้ร่ม หรือหลบเข้าที่กำบังแดดป้องกันรังสียูวีบีได้ แต่ไม่กันรังสียูวีเอดังนั้น ควรทากันแดด อย่างต่ำ SPF 30 ขึ้นไป บริเวณหน้าลำลำคอ ปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ จึงจะได้ 2 กรัมต่อตารางเซ็นติเมตร เพื่อกันแดดปริมาณเท่า SPF นั้นๆ อย่างแท้จริง

3.กลาก เกิดจากความอับชื้น บริเวณต่างๆ เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ อาการที่สังเกตได้คือ วงสีแดงเป็นขอบนูนยกขึ้น รูปคล้ายพระจันทร์เสียว คัน ผื่นอาจลามเป็นวงมากขึ้น นอกจากบริเวณอับชื้น บริเวณลำตัว แขนขา ก็เกิดขึ้นได้ด้วย หากมีการดังกล่าวไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น สิ่งของ เครื่องใช้ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู

4.เกลื้อน ลักษณะของเกลื้อนจะต่างจากกลาก มีลักษณะเป็นปื้นเล็ก เป็นแผ่นราบไปกับผิวหนัง มีได้ทั้งสีขาว ดำ หรือแม้กระทั่งแดง มักเกิดในบริเวณอก หลัง ท้อง ในร่มผ้า สัมพันธ์กับการที่มีความอับชื้น

5.ภูมิแพ้ผิวหนัง หน้าร้อนเหงื่อมักออกมาก อาจมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยง บริเวณที่อับหรือมีฝุ่นละอองมาก หากต้องอยู่กลางแดด หรือที่ร้อนนานๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิล เพราะเหงื่อจะทำให้สารนิกเกิลออกมาระคายเคืองผิวหนังเกิดการอักเสบและผื่นแพ้ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย รพ. พญาไท 2