หมดยุค ตัดต่อ ผู้บริโภคต้องการ ของจริง

การ ตัดต่อ หรือ Photoshop นั้น เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะวงการภาพยนตร์ ละคร โฆษณา หรือผลงานอะไรก็ได้ที่ต้องปรากฏภาพในที่สาธารณะ การตัดต่อเข้ามามีบทบาททั้งสิ้น และยิ่งในยุคที่สมาร์ทโฟนรุ่งเรือง การตัดต่อสามารถทำได้เพียงไม่กี่วินาที ผ่านแอปพลิชันแต่งรูปทั้งหลายแหล่

ซึ่งปกติการเลือกนายแบบ/นางแบบ แบรนด์ก็จะเลือกคนที่หน้าตาดีกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว และเมื่อผ่าน การตัดต่อ การลบริ้วรอย ลบความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานที่ออกมาก็คือ สิ่งที่ไม่ใช่ความจริง

ล่าสุด ในวงการโฆษณาของฝรั่งเศส มีกฎหมายบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ว่า “ภาพที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ ถ้ามีการนำภาพไปปรับเปลี่ยนด้วยเครื่องมือดิจิทัล ต้องมีการเขียน ‘Photography Retouch’ กำกับไว้ด้วย ถ้าไม่ทำจะถูกปรับเป็นจำนวนเงิน 30% ของงบประมาณโฆษณา หรือ ขั้นต่ำ 45,000 เหรียญ”

 

ความเห็นของ Agency ชั้นนำ

Melanic Pennec, Art Director กล่าวว่า “งานของเราจะไม่เปลี่ยนอะไร เพราะคนต้องการ Insight คนต้องการความจริง ไม่ใช่แฟนตาซี เวลาฉันใช้ Photoshop ฉันใช้เพื่อความสมจริงมากขึ้น”

Stephen Soussan , Creative Director ของ Sid Lee กล่าวว่า “กฎใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร และหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม ผมว่าแบรนด์หรูหราทั้งหลายคงต้องใส่ข้อความนี้ในทุกโฆษณา งานของเราคือ Mix and Match เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด อย่างแคมเปญของ DOVE Real Beauty ก็ยังไม่ Real 100% เลย”

เป้าหมายของแคมเปญ คือ สื่อถึง Real Beauty แต่ก็ยังไม่ Real 100% ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ ลบนู่น ลบนี่ อยู่ดี

 

ไม่ใช่ครั้งแรก ที่โลกสนใจเรื่องนี้

ปี 2013 อิราเอล มีการออกกฎ ‘Photoshop Law’ ว่านายแบบ/นางแบบที่ใช้ต้องมีค่า BMI มากกว่า 18.5 เพื่อไม่ให้คนเข้าใจว่าการผอมเป็นสิ่งที่นิยม และถ้ามีการตัดต่อต้องระบุให้ชัดเจนในโฆษณาด้วย แต่เอาเข้าจริงๆ กฎนี้ก็ไม่ได้มีคนทำตามมากนัก เพราะมันไม่ใช่กฎหมายอาชญากรรม และไม่มีบทลงโทษไว้ด้วย

ย้อนไปปี 2010 ออสเตรเลียเคยมีการออกระเบียบเรื่องการตัดต่อไว้ แต่ยังเป็นการขอความร่วมมือเท่านั้น

ปี 2011 Lancome และ Maybelline ถูกแบนโฆษณาในสหราชอาณจักรเนื่องจาก Retouch หน้านางแบบจนเกินความเป็นจริง

และ ปี 2016 มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ Lena Durham กล่าวว่า เธอจะไม่ยอมให้ใครมาตัดต่อภาพของเธออีก หลังจาก VOGUE ตัดต่อภาพของเธอมากจนเกินจริง (ในปี 2014) และรู้สึกว่าเป็นการไม่เคารพเธอ เพราะเธอรู้สึกสวยในแบบที่เธอเป็น

 

สองแบรนด์ที่ตัดสินใจเข้าร่วม Target และ American Eagle

เดือนมีนาคม 2017 Target ได้ออกแคมเปญชุดว่ายน้ำขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ใช้นางแบบที่สมจริง แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือ พวกเขาไม่ตัดต่อนางแบบเลย คือ ถ่ายจบหลังกล้องแล้วจบเลย

ส่วน American Eagle ประกาศกร้าวว่าจะไม่ Photoshop ภาพอีก ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา และผลที่ตอบรับคือ ชุดชั้นในสตรี และชุดว่ายน้ำ มียอดขายเพิ่มขึ้น32% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2016 เทียบกับ ปี 2015

ถ้าเป็นแบรนด์อื่น นางแบบคนนี้จะต้องถูก Retouch หลายส่วนในร่างกายแน่นอน แต่ไม่ใช่ American Eagle

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันสื่อและโฆษณา เป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่จะเปลี่ยน โดยในช่วงแรกก็มีการรณรงค์เรื่องเชื้อชาติและศาสนา (Diversity) เพื่อให้คนตระหนักว่าทุกคนคือเพื่อนกัน และตอนนี้ก็ถึงยุคแห่งความจริง (Authencity) ที่แบรนด์ต้องกล้าพูดความจริงในทุกเรื่องอีกด้วย

สำหรับในประเทศไทย เราจะเห็นการเขียนกำกับในโฆษณาอาหาร เช่น “ภาพนี้ใช้เพื่อการโฆษณาเท่านั้น” หรือในโฆษณาผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่จะมีการหลงเหลือสิ่งสกปรก และความบกพร่องไว้ เพื่อจะสื่อว่าสินค้านี้ไม่ได้ดี 100%

(ซ้าย) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ต้องเขียนกำกับ (ขวา) ยาสีฟัน ที่ต่อให้วิเศษขนาดไหน ก็ต้องมีเศษหลงเหลือไว้บ้าง

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ยังไม่มีแบรนด์ที่เกี่ยวกับความสวนงามแบรนด์ไหนกล้าเขียนกำกับว่า ‘ตัดต่อ’ หรือ ถ่ายจบหลังกล้องแล้วใช้ภาพเลย

ที่มา : Advertising Age, abc.net, thompsonreuters และ USA Magazine