ไม่ใช่แค่ผู้นำในตลาดวัสดุก่อสร้าง แต่หลังคาเอสซีจียังเป็นผู้นำตลาดวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงานอีกด้วย

จากล่าสุดที่ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้มอบฉลากให้แก่ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง

ที่สามารถช่วยลดการใช้พลังงานและช่วยชาติประหยัดพลังงานได้ โดย SCG เป็นผู้ผลิตหลังคาที่ได้ฉลากรับรองมากที่สุดถึง 16 รุ่น ครอบคลุม 3 วัสดุหลักที่นิยมใช้ผลิตหลังคา

ได้แก่ หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์  รุ่นลอนคู่ สีขาวมะลิและสีส้มประกายมุก, รุ่นพรีม่า สีส้มทอประกาย, รุ่นไอยร่า คลาสสิค 13 นิ้ว สี Coral Grey และสี Coral Grey (เงา), หลังคาคอนกรีต รุ่น Prestige สี Classic Grey, รุ่น Prestige X-Shield สี Ivory Grey, รุ่น CPAC สีประกายทองและสีเงินวิเศษสุข, รุ่น NeuStile Oriental สี White และหลังคาเซรามิค รุ่น Excella Classic สี White Pearl และสี Yellow Sapphire, รุ่น Excella Modern สี White Matt, รุ่น Excella Classic ไทยเกล็ดปลา สีเหลืองกัลยาและสีขาวพราวนภา และรุ่น Celica สี Pearly Grey

ซึ่งหลังคาที่จะได้รับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงนั้น จะต้องมีค่าการสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ (Solar Radiation Reflectance) มากกว่า หรือเท่ากับร้อยละ 45 (อ้างอิงมาตรฐานวิธีการทดสอบ ASTM E903) จึงช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ คุณบุญส่ง ปิติสุขฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดหลังคาและอุปกรณ์หลังคา บริษัทเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า จากการดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์ของเอสซีจี ที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อตอบความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าและเทรนด์ตลาด ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม

อีกทั้งจากวิกฤตด้านพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มการใช้พลังงานในประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เอสซีจีในฐานะผู้นำตลาดหลังคาเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาหลังคาที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หรือ “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง”

โดยจะติดฉลากของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ลงบนผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจที่ร่วมผลักดันการลดการใช้พลังงานในประเทศ กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้หลังคาประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตในตลาดหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่มีศักยภาพสูงในการประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น