สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ในยุคข่าวปลอม

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลมากกว่าสื่ออย่างโทรทัศน์ แค่เพจหนึ่งเพจลงข่าวโยงดารากับมือที่สาม ก็สามารถปั่นกระแสคนได้เป็นแสนคน แต่คำถามคือ เพจ หรือ แบรนด์เหล่านั้นจะอยู่ได้ยาวขนาดไหน?

เพราะฉะนั้น หากคุณอยากสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนจริงๆ ความน่าเชื่อถือ กับ Trust เป็นสิ่งที่สำคัญ

มาดู Infographic ที่ใช้ข้อมูลจากรายงานของ Edelman Trust Barometer ที่ว่าด้วย “5 ขั้นตอนในการ สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ”

 

1.Content

คอนเทนต์ ไม่จำเป็นต้องเป็นบทความ รูปภาพ หรือ วิดีโอ แต่เป็นอะไรก็ได้ที่แบรนด์ต้องการจะบอกให้คนฟัง แต่ที่สำคัญที่สุด เนื้อหาที่ออกไปต้องมีคุณค่ากับผู้บริโภคในช่วงเวลานั้นๆ

83% ของผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจในองค์กร เชื่อว่าการเป็นผู้นำทางความคิดช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในองค์กร

 

2.Communicate

60% ผู้บริโภคเชื่อเสียงของผู้บริโภคด้วยกันมากที่สุด

ดังนั้นแบรนด์ต้องสื่อสารด้วยเสียงแบบเพื่อนคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม หรือ การเล่าเรื่อง มนุษย์ก็ยังอยากมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันอยู่ดี

 

3.Community

เมื่อเกิดการ Communicate มากพอ Community ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งบางแบรนด์สร้าง Community ให้เกิดขึ้นได้จริง เวลาต้องการความเห็น คำแนะนำ ผู้บริโภคก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และถ้าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งกับ Community ได้เมื่อไหร่ แบรนด์มีโอกาสจะเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

61% ผู้บริโภคคิดว่าโซเชียลมีเดียน่าเชื่อถือกว่าโฆษณา

 

4.Constant

70% ของผู้บริโภคชอบแบรนด์ที่สม่ำเสมอ มากกว่าแบรนด์ที่ดังเพราะแคมเปญๆ เดียว เพราะความสม่ำเสมอ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น น้ำชาเขียวในไทยที่แจกของอย่างล้นหลาม ซึ่งคนที่เข้าหาแบรนด์ก็มาเพราะอยากได้ของ แต่ในวันที่แบรนด์หยุดแจกของ แบรนด์ก็ไม่เหลืออะไร

 

5.Context

จากรายงานพบว่าคอนเทนต์ใน LinkedIn ได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า โซเชียลมีเดียอื่นๆ ถึง 3 เท่า นั่นก็เป็นเพราะ LinkedIn เป็นศูนย์รวมความรู้ และคอนเนคชั่นด้านการทำงานที่สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ฉะนั้นไม่จำเป็นว่าคุณต้องสร้างแบรนด์ใน LinkedIn ก็ได้ แต่คำภามที่คุณต้องตอบให้ได้ คือ ผู้บริโภคของคุณคือใคร และช่องทางไหนที่จะติดต่อพวกเขาได้ดีที่สุด Facebook Instagram LINE LinkedIn Pinterest Twitter หรือ Pantip  เป็นต้น

 

ที่มา : LinkedIn Business และ Social Media Today