ในวันที่องค์กรกำลังถูก “disruption” จากโลกดิจิทัล ผู้นำองค์กรเองก็กำลังถูกท้าทายอย่างหนักไม่ต่างกัน  เพราะต้องทำตัวเองให้พร้อมเพื่อรับกับโลกใหม่ที่ต่างจากเดิม และต้อง เตรียมวางกลยุทธ์เพื่อให้องค์กรไปต่อได้อย่างแข็งแรง

ระเฑียร  ศรีมงคล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า

“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นสำหรับผมถือว่าเป็น ‘โอกาส’ มากกว่าเป็นสิ่ง ‘คุกคาม’ คือวันนี้เราไม่ใช่ที่ 1 ในอุตสาหกรรม ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ โอกาสที่จะขยับสูงขึ้นก็ไม่มี แพ้ก็ต้องแพ้ต่อไป หรือจะขยับขึ้นไปบ้างก็ต้องใช้เวลา พอมีเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาทำให้เกิดความไม่แน่นอน และสร้างโอกาสใหม่ๆให้เราเหมือนกัน”

วันนี้เรื่องเทคโนโลยีค่อนข้างลงตัวและเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง  อยู่ที่ว่าผู้นำองค์กรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น   

เขาบอกว่าในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆทุกคนรู้เรื่องคลาวด์  เอไอ บิ๊กดาต้า  ไอโอที  และบล็อกเชนเหมือนๆกัน แต่ในเรื่องทั้งหมดนี้จะหยิบมาใช้อย่างไรทั้งในเรื่องการลงทุน การวางบิสสิเนสโมเดลที่เกี่ยวข้อง  ดังนั้นการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและจัดการได้ดีกว่าคือโอกาสของเคทีซี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะปรับเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้นทุนที่ต่ำมาก ถึงไม่มีเงินมากเหมือนแบงก์ใหญ่ก็สามารถทำได้เช่นกัน     

“วันนี้ไลฟ์สไตล์คนแตกต่างจากอดีต สถาบันการเงินก็มี disruption ระดับหนึ่งเป็นยุค cashless society  ทางด้านเทเลคอมมีเรื่อง 4 จี 5 จี  กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ สำหรับเคทีซีปรากฎการณ์แบบนี้จะเป็นโอกาสส่วนจะแพ้หรือชนะ ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูต่อไป แต่เมื่อเราตัดสินใจว่าจะลงสนามแข่งก็ต้องมั่นใจว่าจะต้องชนะระดับหนึ่ง”

 

System,  Process และ People  คือตัวสร้างโอกาส

ระบบที่เปลี่ยนไปคือตัวสร้างโอกาสขึ้นอยู่กับว่าเคทีซีจะวางบิสสิเนสโมเดล วาง Process และต้องเตรียมคนอย่างไร 

ระเฑียรกล่าวว่าขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ process ซึ่งองค์กรที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีกระบวนการทำงานที่ดีจะไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้  ส่วนเรื่องของคนในเคทีซีช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการเทรนนิ่งมาตลอด และไม่เคยประหยัดงบทางด้านนี้เลย  เพื่อเตรียมคนไวให้พร้อมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ในขณะที่ระบบอินฟราสตรัคเจอร์ต่างๆ ก็ได้เตรียมไว้พร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว    และจากเดือนกันยายนเป็นต้นไปเคทีซีจะมีแคมเปญใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง

ในธุรกิจเครดิตการ์ดของเคทีซีเกี่ยวข้องกับ  2 ธุรกิจหลักคือ 1.  เครดิตเกี่ยวกับการให้สินเชื่อ 2.  การชำระเงิน(payment) เมื่อไรที่มีการซื้อขายกันก็จะเกิดธุรกิจ payment  เคทีซีไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่มีการโอนเงินระหว่างคนต่อคน  ไม่ได้อยู่ในธุรกิจของการรับฝากเงิน   แต่อยู่ในทุกธุรกิจที่มีการชำระเงิน   

“ในตระกูล payment ทุกอย่างมันกว้างมาก แต่ก็อยู่ที่บิสสิเนสโมเดลแล้วว่าธุรกิจไหนคุ้มในการทำมั้ย  ทำแล้วมีกำไรหรือเปล่า”

 

แข่งกันที่แคมเปญที่เข้าใจง่าย ทำง่าย

ตอนนี้หลายแบงก์ออกแคมเปญใหม่ๆกันแบบฝุ่นตลบ ลูกค้าเองก็จะงงๆกันว่า แคมเปญนี้หมายถึงอะไร ใช้ยังไง  มีศัพท์ใหม่ๆออกมาดูยุ่งยาก

“ผมคิดว่าบรรยากาศที่มีการทำพีอาร์ ทำโปรโมชันกันอย่างมากมายนี้ คนจะไม่เข้าใจ และเกิดความสับสน  แต่ท่ามกลางความสับสนนี้ก็มีโอกาสอยู่ ใครที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายสุด คนนั้นก็จะได้ตลาดไปและตรงนี้ก็คืออีกโอกาสของเรา”

ท่ามกลางการคุกคามของโลกดิจิทัล ระเฑียรบอกว่า เคทีซี อาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าไปร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพ หรือเตรียมเงินสำหรับตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อสนับสนุนให้สตาร์ทอัพ   แต่เคทีซีจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ของความร่วมมือ (collaboration) มากกว่า

“เราเปิดเลยว่าใครก็ได้ที่มีสิ่งที่เราต้องการก็เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นพันธมิตรกัน ในเงื่อนไขที่ว่าสามารถที่จะเอาไปขายกับคนอื่นได้ ด้วยระบบของเราสามารถเปิดให้ทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราได้อยู่แล้ว ไม่เคยคิดว่าต้องทำเองหมดทุกอย่าง”

ระเฑียร ยอมรับว่าสตาร์ทอัพบางตัวน่าลงทุนมากเพียงแต่บริษัทไม่มีนโยบายที่จะซื้อหรือเข้าไปลงทุน 

“เพราะน้องๆทีมงานบอกว่าถ้ามีตัวเลขขาดทุนปีแรกก็ไม่อยากเอา ทีนี้สตาร์ทอัพ เขาต้องการเวลามากกว่านั้น 1-3ปีแรกเขาก็อาจจะขาดทุนกันอยู่    ผมก็ไม่บังคับลูกน้องไงครับถ้าเขาห่วงตัวเลข ไม่สบายใจ  เราอาจจะใจถึงกว่าเขาแต่พอในรูปแบบบริษัทต้องบริหารเงินคนอื่นก็ต้องคิดกันมากหน่อย”

 

บัตรเครดิตแบบไม่มีบัตร  

“ซัมซุง เพย์” คือระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ด้วยบัตรเครดิตบนสมาร์ทโฟนซัมซุง เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่เคทีซีได้ให้ความร่วมมือ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่จะวางแผนรุกเรื่องนี้ในรูปแบบบัตรอื่นๆหรือไม่นั้น เขาบอกว่า “คิด” แต่เป็นเรื่องที่ “ไม่ง่าย” นัก

“คือบ้านเรายังเป็นประเทศที่ใช้เงินสดเยอะ ผมคิดว่าการเข้าสู่   cashless society   ของประเทศไทยยังไม่ง่ายนัก คนไทยใช้โซเชียลมีเดียเยอะมากจริง เอาไว้อ่านเรื่องราวคนโน้นคนนี้ ให้คอมเม้นท์ สนุกสนาน แต่อะไรที่ต้องลงมือปฏิบัติ หรือใช้งานจริง คนไทยเข้าไปใช้น้อยมากอย่างให้โหลดให้ทำแอพพลิเคชั่นนี่ไม่อยากทำ ๆไม่ได้ อย่างพร้อมเพย์ซึ่งไม่มีความเสี่ยงเลย  แต่มีผู้ใหญ่ หรือนักวิชาการบางคนมาพูดจนผมยังแปลกใจว่าสังคมไทยไม่เข้าใจขนาดนี้เลยเหรอ”       

 

ทุ่ม 20 ล้านบาท เพื่อ  CAN’ The Series

‘CAN’ The Series  เป็นการสร้างแบรนด์ผ่านภาพยนตร์แนวดราม่า ไซไฟ  เป็นแคมเปญที่ตอกย้ำแนวคิดหลักของแบรนด์ ที่สนับสนุนให้คนกล้าเลือกใช้ชีวิตให้เต็มที่ในแบบที่ต้องการ

ระเฑียรบอกว่าเขาใช้เงินสำหรับแคมเปญนี้แคมเปญเดียวถึง 20 ล้านบาทสูงที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาบริหารที่นี่เมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา (แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัทอื่น)

“ในช่วงนี้ก็ไม่มีใครทำหนังโฆษณาในลักษณะนี้ แต่เป็นแนวทางที่เราต้องการจะสร้างบุคลิกของเราให้เป็นไปในแนวนั้นอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษาด้วยว่าถ้าทำแบบนี้ผลจะเป็นอย่างไร การลองทำด้วยเงิน 20 ล้านบาท เพื่อให้รู้ข้อมูลใหม่ๆของลูกค้าในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสูง สำหรับผม ได้อะไรเยอะเลย”

เขาเชื่อว่าแคมเปญการสร้างแบรนด์นี้ จะช่วยสร้างการรับรู้และจดจำภาพที่ดีเกี่ยวกับแบรนด์ได้อย่างลงตัว 

 

ยอดใช้จ่ายต่อบัตร พลาดเป้า แต่มั่นใจกำไรตามเป้า 

ปลายปีนี้ในส่วนของเม็ดเงินกำไรคาดว่าเคทีซีทำได้บรรลุเป้าอยู่แล้ว  ส่วนยอดการใช้จ่ายบัตรอาจทำไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้โดยตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 15%  หรือหรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท จากปีก่อนมียอดใช้จ่ายอยู่ที่ 1.65 แสนล้านบาท 

“เราไม่เคยเติบโตหรือได้ตัวเลขต่ำกว่า 2 หลักเลย ปีนี้เป็นปีแรกที่เห็นตัวเลขต่ำกว่า 2 หลักติดๆกันหลายเดือนเลยก็ดูน่ากลัวอยู่ จำนวนบัตรเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนไม่ซีเรียส แต่ยอดใช้จ่ายต่อบัตรเราอาจจะซีเรียสหน่อย เพราะตั้งเป้าไว้สูง แต่นี่ก็หลุดเป้าไปเยอะ คงเหลือเพียงเลขตัวเดียว เพราะภาพรวมอุตสาหกรรมปีนี้แย่กว่าปีที่แล้ว”

แต่ในเรื่องกำไรเขาก็ก็มั่นใจว่าเป็นไปตามเป้า โดยปี 2559 มีกำไรสุทธิ 2,495 ล้านบาทคาดว่าปีนี้โตขึ้น 10%  ทั้งๆที่หลังจากแบงก์ชาติได้ออกกฏเกณฑ์ใหม่ หั่นเพดานดอกเบี้ยเฉพาะบัตรเครดิตเหลือ 18% จากเดิม 20%  เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาทำให้กำไรหายของเคทีซีหายไป 700 ล้านบาท    

“ก็ต้องบริหารจัดการทุกอย่างลดต้นทุน หารายได้เพิ่มผ่านช่องทางใหม่ๆ เพื่อไม่ให้กำไรต่ำกว่าเป้าที่วางไว้  เพราะกำไรเป็นตัวเลขที่ผมให้ความสำคัญที่สุด”

เขากล่าวย้ำว่าสำหรับปี 2561  ไม่ว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร  คงรับมือได้ดีขึ้น

“เราเจออะไรมาเยอะแล้วต้องฝ่าไปให้ได้ เป้าที่วางไว้ใหม่ก็ต้องสูงกว่าเดิม เพราะผมถือว่าปีหน้า เรามีเวลาคิดเวลาดูและตั้งหลักมานานแล้วต้องทำให้ได้”  

 

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล / เพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม

ภาพ : เมธี ชูเชิด