ต้องยอมรับว่ายุคดิจิทัล 4.0 ภาคเศรษฐกิจของบ้านเรานั้นเป็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะด้านอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน

แต่จะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน? ส่วนแบ่งการตลาดไปรษณีย์ไทย ในยุคที่ขนส่งเอกชนกำลังรุ่งจะเป็นอย่างไร … มาอัพเดทไปพร้อมๆ กันในงานเสวนา e-Commerce Shapes Logistics – อีคอมเมิร์ซเปลี่ยนโลกโลจิสติกส์ ที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจัดขึ้น ภายใต้งาน Digital Thailand Big Bang 2017

อีคอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่อง

ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า “ทิศทางตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากตัวเลขภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปี 2559 ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท โดยพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 3% ของการซื้อสินค้าทั้งหมด ในขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 8.2% และคาดการณ์ว่าตัวเลขพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของคนไทยจะเทียบเท่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อีคอมเมิร์ซไทยโตคือ อินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึง และระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ทำให้การซื้อ-ขายและฝาก-ส่งสินค้า ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากขึ้น”

 

อีคอมเมิร์ซโต…โลจิสติกส์ก็โตด้วย

เมื่อการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น การขนส่งก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย นั่นทำให้ตลาดไปรษณียภัณฑ์และรับส่งสินค้าในปี 2559 ที่ผ่านมามีมูลค่ารวมทั้งหมดอยู่ที่ 27,200 ล้านบาท ซึ่งแม้ระบบโลจิสติกส์ไทยจะมีผู้เล่นเอกชนหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ไปรษณีย์ไทยก็ยังคงครองแชมป์ส่วนแบ่งการตลาดเช่นเดิม

พิษณุ วานิชผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท)

พิษณุ วานิชผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า “ผลประกอบการตลาดขนส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซของ ปณท ครึ่งปีแรก 2560 พบว่ารายได้อยู่ที่ 10,687 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 ที่ 18% เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้เติบโตเกินเป้าหมาย 26,000 ล้านบาท ซึ่ง ปณท ยังครองส่วนแบ่งตลาดขนส่งสินค้า e-Commerce อยู่ถึง 55% จากมูลค่ารวมทั้งหมดกว่า 27,200 ล้านบาท โดยไปรษณีย์ไทยครองส่วนแบ่งตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดมากกว่า 70% ในขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 35-40%”

“ด้วยพฤติกรรมการรับ-ส่งสินค้าของผู้บริโภคและผู้ประกอบการในยุคนี้เปลี่ยนไป สิ่งที่ต้องการคือความสะดวกและรวดเร็ว ปณท จึงนำระบบไอทีเข้ามาช่วยพัฒนาการบริการ ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย และการส่งของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งกลุ่ม C2C และ B2C ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น

ระบบ Prompt Post ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า C2C สามารถจ่าหน้าซอง/กล่องและสร้างบาร์โค้ดการฝากส่งจากระบบอัตโนมัติได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งบริการพร้อมส่ง (กล่องสีฟ้า) ในราคาเหมาจ่ายทั่วประเทศที่ช่วยประหยัดเวลา ส่งได้ไม่ต้องรอคิว ด้วยช่องบริการพิเศษ (Fast Track) ณ ที่ทำการไปรษณีย์ 47 แห่งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ลูกค้า B2C สามารถเลือกใช้บริการ D-Packet ซึ่งมีบริการเสริมหลายรูปแบบที่เหมาะกับธุรกิจ เช่น Drop Off  จุดรับฝากส่งสินค้า Pick Up Service บริการรับสินค้าถึงที่อยู่ผู้ส่ง โดยใช้จุดแข็งของการมีเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศได้มาให้บริการเพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีบริการเก็บเงินปลายทาง COD ด้วย

ยิ่งแข่งขัน ยิ่งต้องสู้ … ลุยพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้จะมีผู้ให้บริการขนส่งรายใหม่มากมายเข้ามาในตลาด แต่ไปรษณีย์ไทยก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังคงครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดอยู่ในปัจจุบัน ล่าสุดได้เปิดเผยถึงแผนโครงการสำหรับ e-Commerce ระดับประเทศซึ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่ายไปรษณีย์มาช่วยเพิ่มศักยภาพของร้านค้าชุมชนเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง

“และในตอนนี้ เรากำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม “ดิจิทัลชุมชน” เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนและสินค้า OTOP ให้มีพื้นที่ในการกระจายตลาดสู่โลกออนไลน์มากขึ้น และเพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ดำเนินการมาได้กว่า 70% คาดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้” พิษณุ กล่าวทิ้งท้าย

ในขณะที่ฝั่งเอกชน สุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ เจ้าของระบบจองขนส่งออนไลน์ SHIPPOP.COM ให้ความเห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้ความต้องการการขนส่งเพิ่มมากขึ้น และมีตัวเลือกในการขนส่งเพิ่มมากขึ้น SHIPPOP.COM มองเห็นช่องว่างตรงนี้จึงสร้างแพลตฟอร์มเปรียบเทียบระบบขนส่งทั้งหมดเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค และนอกจากนี้ SHIPPOP.COM ยังทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์บริการใหม่ๆ จากระบบขนส่งต่างๆ เนื่องจากบางครั้งผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคเองก็ยังไม่ทราบว่ามีบริการใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการส่งสินค้าอยู่

ด้านความเห็นจากผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซอย่าง ฤทธิ เบญจฤทธิ์ เจ้าของเพจ Princess Beauty เล่าว่า “เมื่อลูกค้าสั่งของและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่ลูกค้าต้องการคือ การได้รับสินค้าอย่างเร็วที่สุด ถัดมาคือสภาพสินค้าสมบูรณ์ไม่เกิดความเสียหายจากการจัดส่ง และสุดท้ายคือ ค่าจัดส่งสินค้าที่สมเหตุสมผล ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เลือกระบบจัดส่งจะเป็นตัวผู้ประกอบการเอง อย่างของผมปกติจะใช้บริการจากไปรษณีย์ไทย แต่หลังๆ มาทราบว่าไปรษณีย์ไทยมีบริการระบบ Prompt Post ก็หันมาใช้ ซึ่งสามารถลดต้นทุนการจัดส่งได้ประมาณ 30%-40% เลยทีเดียว”

 

สอบถามข้อมูลบริการกล่องพร้อมส่ง จากระบบ Prompt Post ได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจในประเทศ 0 2831 3731-2
หรือใช้บริการได้ที่ http://promptpost.thailandpost.co.th