เรียบง่ายสไตล์ “มูจิ” คำจำกัดความนี้ คงบอกได้ถึงการดีไซน์ ที่กลายเป็นต้นแบบของแบรนด์แห่งความเรียบง่าย มินิมอล เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ที่โดนใจคนทั่วโลก

จนในวันนี้แบรนด์มูจิ ได้กลายเป็นแบรนด์ที่มีสาขานอกประเทศญี่ปุ่นมากถึง 435 สาขา จาก 855 สาขาทั่วโลก และจีนเป็นประเทศที่มีสาขามูจิมากที่สุดถ้าไม่นับญี่ปุ่นบ้านเกิด

สิ่งที่ทำให้มูจิมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ ซาโตรุ มัทสึซากิ ประธานกรรมการผู้จัดการ เรียวอินเคคาขุ ผู้บริหารแบรนด์มูจิ ได้ให้คำตอบกับ Marketeer และผู้สื่อข่าวในวันเปิดตัว MUJI Flagship Store at Zen ถึงมุมมองแนวคิดสู่ความสำเร็จของมูจิในฐานะแบรนด์มินิมอลของคนทั่วโลก

 

ไม่ได้คิดเพื่อคนญี่ปุ่น แต่ต้องตอบโจทย์คนทั่วโลก

ซาโตรุเล่าว่า แบรนด์มูจิถูกวางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่ก่อตั้งแล้วว่าต้องเป็นแบรนด์ของคนทั่วโลก จากแนวคิดผู้บริหารในยุคนั้นที่มองว่า “ถ้ามองแค่ตลาดญี่ปุ่น โอกาสไปรอดยาก ต้องทำอย่างไรให้เป็น World Player”

“การออกแบบสินค้าทั้งหมดของมูจิ จึงคิดจากมุมคนทั่วโลก จากการมองวิถีชีวิตของคนทั่วโลกมีความคล้ายคลึงกัน ด้วยการดีไซน์สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเน้นฟังก์ชั่น บนความเรียบง่าย ในราคาสมเหตุสมผล คิดสินค้าชิ้นเดียวสามารถจำหน่ายได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องปรับให้เข้ากับตลาดแต่ละประเทศ ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะความต้องการที่สูงสุดคือ อยากให้ผู้บริโภครู้สึกประหลาดใจว่าสินค้ามีคุณภาพสูงแต่ราคาเท่านี้เอง เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกประทับใจซื้อแล้วซื้อซ้ำอีก”

3 Category ยอดนิยมของคนทั่วโลก

1.เครื่องเขียน

2.ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

3.เฟอร์นิเจอร์

สินค้าราคาผู้บริโภครับได้ คำนี้อาจจะใช้ได้เพียงที่ญี่ปุ่น เพราะที่ผ่านมาสินค้ามูจินอกญี่ปุ่นรวมถึงไทย จะมีราคาที่สูงกว่าญี่ปุ่นจากการขนส่งและภาษีนำเข้า ภายในปี 2020 ซาโตรุ ต้องการปรับราคาให้สินค้ามูจิมีราคาเท่ากันทั่วโลกมากที่สุด ผู้บริโภคซื้อที่ไหนก็เหมือนๆ กัน

รวมถึงการบริหารธุรกิจ ปรับเปลี่ยนจากการมองญี่ปุ่นเป็นบริษัทแม่ เป็นญี่ปุ่นคือ Department หนึ่งของมูจิโลก บริษัทมูจิทั่วโลกสามารถติดต่อไปยังศูนย์กลางในแผนกต่างๆ เช่นแผนกกฎหมาย แผนกบัญชี และอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงาน Over Sea Department ที่เป็นหน่วยงานเล็กๆ ที่คอยรับเรื่องต่างๆ ของสำนักงานมูจิทั่วโลกเหมือนในอดีต ยอดจำหน่ายจากทั่วโลกส่งตรงมายังศูนย์กลาง ลดภาระหน้าร้าน และมีเวลาในการพัฒนาบริการให้ดีขึ้น ซึ่งความคิดนี้ มูจิได้ปรับเปลี่ยนไปบางส่วนแล้วและจะปรับทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในปี 2020 เช่นกัน

มูจิต้องเติบโต 2 ดิจิทุกปี

ซาโตรุ วางเป้าหมายปี 2017-2020 ต้องเติบโต 2ดิจิต่อปี  มากกว่า 10% ทั้งรายได้และกำไร จากปีที่ผ่านมามูจิ มีรายได้332,500 ล้านเยน

การเติบโตนี้มาจากการขยายสาขา เพิ่ม 50-60 สาขาทั่วโลกต่อปี โดยจีนเป็นประเทศที่มีการขายสาขาสูงสุดมากถึง 30 สาขา ญี่ปุ่น 15-20 สาขา ไทย 1-2 สาขา พร้อมขยายพื้นที่ในสโตรให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รองรับสินค้ามูจิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าแฟชั่นและสินค้าภายในบ้าน

โดยในญี่ปุ่นแผนมูจิคือขยายพื้นที่สาขาเดิม และสาขาที่จะเปิดใหม่จาก 725 ตร.ม. เป็น 1,700 ตร.ม จำนวน 100 สาขา ภายในปี 2020 ส่วนไทยเปิด Flagship Store ขนาดใหญ่พื้นที่ 1,000 ตร.ม.ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และขยายพื้นที่ในสาขาเซ็นทรัลพระราม 3 ซึ่งอยู่ในระหว่างการปรับปรุง

“ทั่วโลกไปออนไลน์กันหมด แต่สำหรับมูจิสาขาขนาดใหญ่มีความสำคัญ และการมีพื้นที่ขนาดใหญ่หมายถึงโอกาสในการจัดวางสินค้ามีมากขึ้น และยังมีพื้นที่มากพอที่จะทำเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของคนในพื้นที่ให้เข้ามาทำกิจกรรมเวิร์คช็อปต่างๆ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาชุมชน แหล่งพบปะนี้จะดึงดูดให้กลุ่มลูกค้ามีโอกาสเข้ามาในมูจิถี่ขึ้นจากเดิม นั่นหมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้า”

และอีกเป้าหมายหนึ่งคือต้องการสร้างยอดจำหน่ายสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ประมาณ 50 ไอเทม มีสัดส่วน 3-5% ในตลาดนั้นๆ จากการยกระดับคุณภาพสินค้า ให้ตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการใช้งานให้มากที่สุด

“อย่างเช่น ถุงเท้ามูจิมียอดจำหน่าย 5,900 ล้านเยน ส่วนแบ่งตลาด 1.8% ของตลาดถุงเท้าทั้งหมด ถ้าสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้  3-5% นั่นหมายถึงรายได้ที่มากกว่า 9,400 ล้านเยน”

มูจิไทย จากแฟรนไชส์สู่ผู้ร่วมทุน

ทั้งนี้มูจิ เข้ามาในไทยตั้งแต่ปี 2006 ในฐานะกลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์เข้ามาจำหน่าย ก่อนร่วมทุนระหว่างมูจิกับกลุ่มเซ็นทรัลในชื่อมูจิ รีเทล (ประเทศไทย) ทำตลาดนับตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันมี 15 สาขา

ซาโตรุอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า มาจากในปี 2006 การเข้ามาร่วมทุนของนักลงต่างชาติค่อนข้างยากจากข้อจำกัดของ BOI ซึ่งการเซ็นสัญญาในครั้งนั้นเขาได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะขอเข้ามาร่วมทุนในอนาคตหลัง BOI ปรับกฎการลงทุนให้เหมาะสมกับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น