ด้วย Structure ต่าง ๆ ในประเทศไทยที่พัฒนาไปได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงข่าย Internet, พฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ Social Network เป็นเรื่องหนึ่งในชีวิตประจำวัน รวมถึงการคาดการณ์ของ สพธอ ที่ได้ออกมาบอกว่าธุรกิจ E-Commerce ของประเทศไทยในปีนี้จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.52 ล้านล้านบาท

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้โลจิสติก อีกหนึ่ง Process สำคัญในการทำ E-Commerce เติบโตไปด้วย

เราจึงเห็นผู้เล่นในตลาดโลจิสติกไทยเกิดขึ้นมากมาย เพื่อมาตอบสนองความต้องการของตลาด และปิดช่องว่างที่ผู้เล่นเดิมเคยทำมา ไม่ว่าจะเป็น Kerry Express, Line Man และล่าสุดก็คือผู้เล่นจากค่ายสีเหลืองอย่าง Honestbee บริษัทโลจิสติก สตาร์ทอัพที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์ และได้เข้ามาทำตลาดในไทยเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว

ในตอนแรก Honestbee เข้ามาในไทยด้วย Position ของการเป็นโลจิสติกที่ขนส่งสินค้าประเภท Grocery โดยเฉพาะ ให้บริการลูกค้าในรูปแบบของ On-Demand คือสามารถสั่งให้พนักงานจาก Honestbee เลือกซื้อสินค้าตามที่ต้องการและนำมาส่งที่บ้านได้

และด้วย Core หลักของการบริการแบบ On Demand ที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายและประหยัดเวลาให้กับลูกค้า กลุ่มเป้าหมายหลักของ Honestbeeจึงมักจะเป็นคนกลุ่ม Mid-High ที่ส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาไปกับการทำงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่มีไม่มากในประเทศไทย อีกทั้งนี่ยังเป็นบริการที่ถูกจำกัดอยู่แค่ในกทม.และปริมณฑล กลุ่มลูกค้าที่ว่าจึงถือเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างเล็ก ที่มียอดซื้อต่อบิล 1 ครั้งประมาณ 2,000 บาท

แม้ บุญเท คำมณีวงษ์-ผูู้จัดการประจำประเทศไทย จะออกมาบอกว่า Honestbee เป็นที่ 1 ในตลาดโลจิสติกแบบ Online Grocery ของไทย แต่ตัวเลขของความเป็นที่ 1 ก็เป็นเพียงแค่ในแง่ของ Volume เท่านั้น

หรือถ้าจะให้อธิบายเพิ่มเติมก็คือ มูลค่าธุรกิจ E-Commerce ของประเทศไทยในปีนี้จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 2.52 ล้านล้านบาท แต่สำหรับตลาด Online Grocery นั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ 3% ซึ่งบุญเทบอกว่า Honestbee คือที่ 1 ใน 3% นั้น

และล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา Honestbee ได้แตกไลน์ธุรกิจออกมาเป็นบริการที่ใช้ชื่อว่า Goodship ซึ่งการแตกไลน์ธุรกิจในครั้งนี้ ได้ ธีรีสา มัทวพันธุ์ ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจออนไลน์ไม่ว่าจะกับ aCommerce และ Central Online มาเป็นแม่ทัพในการดูแลฝั่งของ Goodship

ซึ่งธีรีสาเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่าตลาดนี้เต็มไปด้วยคู่แข่งรายใหญ่ที่มี Structure พร้อมกว่ามากมาย Goodship จึงเลือกที่จะแตกต่างด้วยการไปจับลูกค้ากลุ่ม B2B โดยให้บริการแบบ Customize อุดช่องว่างต่าง ๆ ที่ระบบในบริษัทใหญ่ ๆ ไม่สามารถทำได้ รวมถึงการเข้าไปเป็น Third Party ให้กับธุรกิจต่าง ๆ โดยในปัจจุบันมีลูกค้าอย่าง Nu Skin, SE-ED Books, aCommerce, Aramex, Siam Outlet, City-Link และ OfficeMate อยู่ในมือแล้ว

ชูจุดเด่นของการส่งสินค้าได้ภายใน 1 วันหรือน้อยกว่านั้น (เป็นสิ่งที่คู่แข่งรายอื่นก็สามารถทำได้) และในอนาคตเตรียมจะจัดส่งพัสดุในรูปแบบของ On Demand ที่แม้จะเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพแต่ Honestbee ทั้ง Online Grocery และ Goodship ก็ยังไม่มีแพลนในการจะระดมทุนเพิ่มแต่อย่างใด

คงต้องมารอดูกันต่อไปว่า Honestbee จะสามารถอุดช่องว่างของโลจิสติกในไทยได้มากขนาดไหน

หรือถ้าในอนาคตโลจิสติกเจ้าใหญ่สามารถอุดรอยรั่วของตัวเองได้ ก็คงเป็นอะไรที่น่ากังวลเหมือนกัน

เพราะธุรกิจโลจิสติก ยิ่งมีกำลังเยอะมากเท่าไหร่ เท่ากับว่าการกระจายสินค้าก็สามารถทำได้เร็ว และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากเท่านั้น