ทำงานที่สั่งให้เสร็จได้ด้วยตัวเอง – แม้ไม่ต้องมาจัดการงานเองหมดทุกอย่าง แต่หัวหน้าแผนกหรือผู้บริหารก็ยังมีเรื่องให้คิด ให้ทำมากมาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนระดับบนของทุก Office จึงไม่อยากถูกรบกวนโดยไม่จำเป็นและชื่นชอบผู้ใต้บังคับบัญชาที่จัดการงานได้เสร็จได้อย่างหมดห่วง แบบที่ไม่ต้องถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยแน่นอนว่าพนักงานพวกที่ทำงานเข้าตาเหล่านี้จะได้เป็นคนโปรดและอยู่ในชื่อลำดับต้นๆ ทุกครั้งของการพิจารณาขึ้นเงินเดือน

รู้ว่าต้องติดต่อเรื่องงานอย่างไร – งานคงเดินหน้าลำบากถ้าคนในองค์กรสื่อสารกันไม่เข้าใจ ไม่รู้วิธีที่เหมาะสมและช่วงเวลาสมควรในการติดต่อ เช่นคนรุ่นเก่าอาจไม่ถนัดใช้อุปกรณ์ Digital ล้ำสมัย และในทางตรงกันข้ามคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คงไม่สบอารมณ์ที่ต้องรออะไรนาน แต่ปัญหานี้จะลดลงไปได้มากถ้าต่างฝ่ายเข้าใจกันและพบกันครึ่งทาง แต่จะให้ดีลูกน้องต้องเป็นฝ่ายที่ทำความเข้าใจมากกว่า หมั่นสังเกตุว่าหัวหน้าสะดวกคุยงานเวลาไหนและถนัดดูงานผ่านอุปกรณ์ใด เพราะถ้าจุดนี้ราบรื่นส่วนอื่นๆก็จะราบรื่นตามไปด้วย

เข้าไปหาเพื่อขอคำแนะนำบ้าง – อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการสื่อสารช่วยให้งานเดินหน้า ดังนั้นเมื่อเผชิญข้อติดขัดแบบที่ไปต่อไม่ได้จริงๆ การเข้าไปขอคำแนะนำจากหัวหน้าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะนอกจากจะได้รู้วิธีคลี่คลายปัญหานั้นแล้ว ยังแสดงให้คู่สนทนาที่มีตำแหน่งเหนือกว่าเห็นว่าคุณใส่ใจในงานและเคารพ พร้อมบอกเป็นนัยว่าอยากได้รับการสนับสนุน โดนยิ่งมีความคุ้นเคยเท่าไหร่โอกาสที่จะเป็นคนโปรดย่อมเพิ่มขึ้น

มาถึงที่ทำงานก่อน – ใครก็ตามที่เข้า Office ก่อนเวลาเข้างานหรือมาตอกบัตรก่อนคนอื่น เป็นหลักฐานยืนยันว่าพนักงานคนนั้นกระตือรือร้นและใส่ใจกับงานมากกว่า ซึ่งเแน่นอนว่าภาพลักษณ์ในสายตาหัวหน้าต้องดีกว่าคนทั่วไป โดยผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย Washington ในสหรัฐระบุว่าลูกน้องที่เข้างานเช้ามีแนวโน้มได้เป็นคนโปรดของหัวหน้ามากกว่าพวกมาสายแต่อยู่ต่อเพื่อทำงานล่วงเวลา

ทำได้ดีเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ – อยากเป็นคนพิเศษผลงานคุณก็ควรพิเศษกว่าคนอื่น ซึ่งหมายความว่านอกจากทำงานเสร็จที่ได้รับมอบหมายเสร็จตามกำหนดแล้ว ผลงานที่ออกมาต้องมีบางอย่างดีว่าด้วย เช่น ไร้ข้อผิดพลาด มีความสร้างสรรค์หรือมีตัวเลือกสำรองเผื่อไว้ โดยตามผลสำรวจของ Zenger/Folkman บริษัทที่ปรึกษาในการพัฒนาบุคลิกภาพในสหรัฐ ผ่านกลุ่มตัวอย่างพนักงานถึง 4,000 คน พนักงานที่โอกาสได้เงินเดือนขึ้นหรือเลื่อนขั้นมากสุดคือ กลุ่มที่ทำงานเสร็จตามเป้าพร้อมผลงานโดดเด่นกว่าผู้อื่นนั่นเอง

ใส่ใจรายละเอียด – คุณสมบัติข้อนี้ต้องมาจากประสบการณ์ นิสัยช่างสังเกตและจำเป็นอย่างยิ่งกับงานเชิงเทคนิคต่างๆ เช่น Programmer ,Software Developer และผู้ดูแลระบบ โดย Ryan Holmes ประธานบริหาร (CEO) ของ HootSuite บริษัทเจ้าของ Website ศูนย์บริหารจัดการบัญชีผู้ใช้ Social Media สัญชาติแคนาดา กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยที่เล็ดรอดสายตาไป อาจขยายกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสื่อมเสียให้บริษัท ดังนั้นหากพนักงานคนไหนเห็นจุดที่คนอื่นส่วนใหญ่มองข้ามก็จะโดดเด่นเหนือคนอื่นๆ”

พูดขอบคุณนายไม่เคยขาด – ในระดับพนักงานด้วยกัน คำขอบคุณบอกให้รู้ถึงความซาบซึ้งใจที่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนถ้าเปลี่ยนลำดับขั้นความสัมพันธ์ขึ้นไปเป็นระหว่างนายกับลูกน้อง คำเดียวกันนี้จากปากฝ่ายหลังจะทำให้ฝ่ายแรกอุ่นใจว่า คำพูดของตนทั้งชมหรือติได้รับการใส่ใจและรับฟัง ไม่ได้เป็นแค่อากาศธาตุเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวา ขณะเดียวกันยังเป็นการยืนยันว่าพวกเขายังมีความสำคัญและได้รับความเคารพนับถือ โดยความสัมพันธ์ที่ราบรื่นแบบนี้จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ลูกจ้างก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ใช้สิทธ์ลาพักร้อนตามสมควร – ใครๆ ก็ทำงานได้ แต่จะมีสักกี่คนทำงานเป็น รู้จักความพอดีและคุณค่าของการพักผ่อน โดยทุกบริษัทมีวันลาพักร้อนไว้ให้พนักงาน ซึ่งการใช้สิทธ์ดังกล่าวนอกจากเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองแล้ว ยังจะส่งผลดีต่องานด้วย เพราะหลังได้พัก สมองและร่างกายก็จะกลับมากระปรี้กระเปร่าพร้อมลุยงานอีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับการผลการศึกษาของ Oxford Economic – Website เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราห์สถิติทางเศรษฐกิจในหัวข้อ Time Off ที่ว่า พนักงานที่ใช้วันหยุดพักร้อนตามสมควรจะมีโอกาสเลื่อนขั้นมากกว่าพนักงานที่ลาหยุดน้อยหรือก้มหน้าทำงานเพียงอย่างเดียว

ถูกถามความคิดเห็นเมื่อไหร่ไม่ปิดปากเงียบ – ต่อให้เป็นสุดยอด Idea แค่ไหน ถ้าไม่ได้ลงมือทำและบอกให้ใครได้รู้เลยก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อส่วนรวม ดังนั้นทุกครั้งเมื่อมีโอกาสแสดงความคิดเห็นก็ควรพูดออกมา เพื่อให้เพื่อนร่วมงานรู้ว่าคุณคิดเห็นอย่างไร โดยผู้ที่หมั่นแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอนี่เองเป็นพนักงานอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้เป็นคนโปรดของหัวหน้าเช่นกัน / businessinsider