“บาร์บีกอน” กลายเป็น Mascot คู่ใจประจำร้าน “บาร์บีคิวพลาซ่า” ถึงขนาดที่ว่าผู้บริโภคไม่ว่าจะยุคไหนต่างเรียกกันจนติดปากคุ้นหูว่าไปกิน “บาร์บีกอน” กันเถอะ แทนที่จะพูดว่าไปกิน “บาร์บีคิวพลาซ่า”

หากมองดูผิวเผิน อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร แต่หากมองในเชิงกว้างต้องบอกว่ายังไม่มีแบรนด์ร้านอาหารในเมืองไทยแบรนด์ใด ที่ผู้บริโภคจะผูกพันกับ Mascot ของร้านเท่ากับร้าน “บาร์บีคิวพลาซ่า”

บาร์บีก้อน เพื่อนทางธุรกิจที่ต้องดูแล

แต่เคยสังเกตกันบ้างไหม? ชุด Mascot บาร์บีกอน ที่มีคนใส่อยู่ข้างในนั้นแลดูโทรมๆ และเหนื่อยจากการใช้งานเป็นระยะเวลานาน

มองดูอาจเป็นปัญหาเล็กน้อยที่สามารถมองข้ามไปได้ แต่ในมุมของ “บาร์บีคิวพลาซ่า” ที่มี “บาร์บีกอน” เป็นเพื่อนทางธุรกิจและค่อยทำหน้าที่ Connect กับผู้บริโภคเพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ ให้แก่แบรนด์แล้วนั้น ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

“คือถ้าแบรนด์คุยกับผู้บริโภคโดยตรงแน่นอนผู้บริโภคจะไม่สนิทใจเท่ากับบาร์บีกอนมาสื่อสารพูดคุยกับผู้บริโภค แล้วรู้สึกว่าบาร์บีกอนนั้นคือเพื่อนของเขา และยิ่ง Mascot ที่มีคนสวมใส่ที่สามารถตอบโต้กับคนได้นั้นยิ่งทำให้ผู้บริโภคผูกพันกับแบรนด์เรามากกว่าเดิม” บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า เล่าถึงหน้าที่ความสำคัญของบาร์บีกอน Mascot ประจำร้าน

 

ทำไมถึงต้องทำชุดมาสคอต “บาร์บีกอน” ที่ญี่ปุ่น

ความน่าสนใจกว่านั้นคือนอกจากชุด Mascot จะทรุดโทรมยังมีน้ำหนักมากแถมยังไม่มีระบบระบายอากาศที่ดี จึงเป็นที่มาของการทำชุด Mascot บาร์บีกอน New Look โดยในช่วงแรกนั้นทาง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ได้เสาะหาโรงงานในเมืองไทย แต่ไม่มีโรงงานใด ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้

จนมาพบโรงงาน KIGURUMI.BIZ ในจังหวัด มิยาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีผลงานสร้างชุด Mascot ให้คาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนดังระดับโลกมาแล้วอย่างมากมายอย่างที่รู้จักกันดีคือ “คุมะมง”

เพียงแต่คงไม่ใช่แค่เหตุผลนี้เพียงอย่างเดียวที่จะทำให้ “บาร์บีคิวพลาซ่า” ยอมทุ่มทุนพา “บาร์บีกอน” บินข้ามทะเลไป Modified ที่ญี่ปุ่นแถมการ “แปลงโฉม” ครั้งนี้ยังแพงกว่าถึง 10 เท่า เพราะถ้าผลิตในประเทศนั้นจะอยู่ที่ 30,000 บาท/Mascot 1 ตัว แต่มาที่ญี่ปุ่นคือ 300,000 บาท/ 1ตัว

โดยการผลิตชุด Mascot นี้จะเป็นตัว Master และมีแผนที่จะผลิตเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะมีจำนวนกี่ตัว

 

“โรงงานเราพนักงานทุกคนจะเป็นผู้หญิงเพราะเราเชื่อว่าผู้หญิงมีความเป็นแม่และใส่ใจทุกรายละเอียดในการผลิต ที่สำคัญ Mascot ทุกตัวที่เราผลิต เรามองเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นทุกกระบวนการผลิตเราใส่ใจ” Hiromi Kano CEO บริษัท KIGURUMI.BIZ บอกถึง Main Idea ในการผลิตชุด Mascot

เธอยังบอกว่าการแปลงโฉมบาร์บีกอนครั้งนี้มีความท้าทายอย่างมาก เพราะทางทีมงานไม่ได้สัมผัสตัวเป็นๆ จะเห็นก็แต่ทางคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่ทาง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ส่งมาให้ เพราะฉะนั้นการสร้างชุดบาร์บีกอนครั้งนี้ต้องใส่จินตนาการเพิ่มมากขึ้นกว่าการผลิต Mascot ตัวอื่นๆ ที่ทางโรงงานได้เห็นตัวเป็นๆ ก่อนการผลิต

“มันยากนะที่ต้องสร้างชุด Mascot ด้วยการเปรียบเทียบจากรูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอที่ส่งมา เพราะโจทย์คือจะต้องทำให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับและต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

หลังจากประชุมกันนาน 1 เดือนกว่าๆ เพื่อวางแผนต่อจากนั้นก็ใช้เวลาการผลิตอีก 1 เดือนซึ่งทุกกระบวนการผลิตนั้นจะใช้วิธี Handmade ไม่พึ่งพาเครื่องจักร เพราะการทำชุด Mascot ด้วยมือนั้นจะทำให้ได้สัดส่วนถูกต้องเป๊ะมากกว่าการใช้เครื่องจักร

 

บาร์บีกอน ลุค เจแปน ดีกว่าเดิม ?

คำถามคือ “บาร์บีกอน” ลุคใหม่ที่ลงทุนไปแปลงโฉมถึงญี่ปุ่น นั้นแตกต่างจากลุคเดิม Made in Thailand อย่างไร

อันดับแรก สุดคือผิวสัมผัสที่ขนนุ่ม ชวนให้น่าสัมผัสตราบนานเท่านาน อีกทั้งขนรอบตัวนั้นยังเรียงตัวสวยงาม

ข้อต่อมา คือลุคบาร์บีก้อนจะดูสดใสกว่าเดิมและดูมีเสน่ห์ดึงดูดมากขึ้น หลักฐานที่ชัดเจนนั้นคือเมื่อบาร์บีกอนไปปรากฎตัวในย่านชุมชนในญี่ปุ่นจะมีเด็กๆ จะเข้ามาเล่นหยอกล้อสนุกสนาน

ข้อสุดท้าย ที่สำคัญที่สุดนั้นคือน้ำหนักชุด Mascot บาร์บีกอน มีขนาดเบาลงจากแต่เดิม 12 กิโลกรัม (เฉพาะส่วนหัว 6 กิโลกรัม)  แต่ชุด Mascot บาร์บีกอนใหม่นั้นจะมีน้ำหนักตัวรวมกันเพียง 6 กิโลกรัมอีกทั้งยังมีพัดลมระบายอากาศฝังอยู่ 2 ตำแหน่งนั้นคือตรงส่วนหัวและส่วนลำตัว

“ชุด Mascot ทุกตัวที่ออกแบบนั้นเราคิดเผื่อคนที่สวมใส่อยู่ข้างในจึงต้องทำให้น้ำหนักเบาที่สุดและเคลื่อนไหวได้คล่องตัว และที่สำคัญที่สุดต้องทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบาย เพราะเขาคือคนสำคัญที่คอยทำหน้าที่ให้ Mascot สื่อสารกับคนอื่นๆ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง”

ทีนี้คงหมดข้อสงสัยแล้วว่าทำไม Mascot ที่ต่างประเทศจึงสามารถกระโดดเต้นรัวๆ หรือแม้แต่ภาพที่ “คุมะมง”ปั่นจักรยานเล่นแบบชิลๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือกระบวนการผลิตชุด Mascot ที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง

9 เดือน 9 วันเกิด บาร์บีกอน

กลับมาที่ในมุมของบาร์บีคิวพลาซ่า นอกจากความต้องการให้ชุด Mascot “บาร์บีกอน” นั้นสดใสไฉไลมากกว่าตัวเดิมแล้วนั้น ยังมีอีกหนึ่งเบื้องหลังนั้นคือในวันที่ 9 เดือน กันยายน ปีนี้ แบรนด์ “บาร์บีกอน” จะครบรอบ 30 ปี

และภารกิจบินไปแปลงโฉมที่ญี่ปุ่นก็ถือเป็นการมอบของขวัญให้แก่ “บาร์บีกอน” ขณะที่มุมของผู้บริโภคนั้น “บาร์บีคิวพลาซ่า” ได้เตรียม Project ให้ผู้บริโภคแฟนคลับ “บาร์บีคิวพลาซ่า” ได้มีส่วนร่วมกับบาร์บีกอน

“ได้มีการทำ Project ให้ลูกค้าเขียนส่งมาว่าในวันเกิดบาร์บีกอน อยากให้ก้อนจังไปทำอะไรดีๆ มันๆ สนุกๆ เพื่อสังคมและคนอื่นให้มีความสุข โดยเราจะคัดเลือกแค่ 3 กิจกรรรมที่โดนใจ แล้วให้ลูกค้ามาร่วมสนุกทำกิจกรรมที่ได้รับคัดเลือกรวมกับบาร์บีกอน พร้อมจะสื่อสารว่า วันเกิดบาร์บีกอนก็พร้อมที่จะทำความดีให้กับคนที่รัก แล้ววันเกิดคุณทำอะไรดีๆ เพื่อคนที่คุณรักหรือยัง”

เป็นการเลือกคิด “ต่าง” เพราะโดยปกติทั่วไปวันเกิดของคนหนึ่งคนมักจะเรียกร้องถามหาของขวัญจากคนที่รักและคนรอบข้างแต่ไม่เคยคิดเป็น “ผู้ให้” ในวันเกิดตัวเอง แต่แคมเปญนี้จะเป็นการปฎิวัติให้ผู้บริโภค “คิดใหม่ ทำใหม่” ว่าวันเกิดตัวเองลองหันมาเป็น “ผู้ให้” เหมือนอย่าง “บาร์บีกอน” ที่ทำให้เห็นมาแล้ว

30 ปี บาร์บีก้อน มีกี่ลุค

ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนดีไซน์ “บาร์บีกอน” แต่เป็นในเรื่องของการทำชุด Mascot ให้มีน้ำหนักเบาและน่าสัมผัส ส่วนดีไซน์นั้นมีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัว เพราะจริงๆ แล้วตลอดเวลา 30 ปี “บาร์บีกอน” มีเพียง 2 เวอร์ชั่นเท่านั้น

บาร์บีกอนเวอร์ชั่นแรกซึ่งอยู่มาตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน บาร์บีคิวพลาซ่า จะมีดีไซน์ไม่ค่อยทันสมัย อีกทั้งยังดูเก่าไม่ค่อยมีเสน่ห์ชวนให้สัมผัสเท่าไร

บาร์บีกอนเวอร์ชั่นสอง คือการพลิกโฉมอย่างแท้จริงโดยเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2554 ผ่านการเล่าเรื่องด้วยแคมเปญ “เสี่ยเส็ง” ลักพาตัวบาร์บีกอนออกอากาศทางฟรีทีวี จากนั้นสร้างการรับรู้ต่อเนื่องบนโลกออนไลน์ด้วยคลิปจับตัวบาร์บีกอนไปทำร้ายจนครบทั้ง 86 ตัวตามจำนวนสาขา แคมเปญก็ถูกเฉลยด้วยอีเวนท์ใหญ่ทำลายบาร์บีกอนทุกตัว จากนั้น 3 -4  วันก็สร้างเรื่องราวให้บาร์บีกอนโฉมใหม่ฟื้นขึ้นมาด้วยความรักจากแฟนๆ

โดยบาร์บีกอนลุคใหม่นั้นจะดูน่ารักสดใสแฝงไปด้วยความขี้เล่น ดูเป็นมังกรใจดี

KIGURUMI.BIZ ปฎิวัติระบบ “มนุษย์ OT”ญี่ปุ่น

จากคำสัมภาษณ์ Hiromi Kano CEO บริษัท KIGURUMI.BIZ บอกว่าอัตราค่าเฉลี่ยการทำงานล่วงเวลาของคนญี่ปุ่นอยู่ที่ 45 ชั่วโมง/เดือน ซึ่งถือเป็นอัตรา OT ติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งในมุมของของเธอนั้นมองว่าการจะขับเคลื่อนผลงานการผลิต Mascot ให้มีคุณภาพนั้นต้องให้พนักงานทำงานในระยะเวลาที่พอเหมาะ ไม่ควรให้มี OT มากเกินไป ซึ่งจะทำให้พนักงานเหนื่อยล้าและมีความผิดพลาดในการทำงานสูง

ทำให้ค่าเฉลี่ย OT การทำงานล่วงเวลาของบริษัทแห่งนี้อยู่ที่ 5.9 ชั่วโมง/เดือน โดยโรงงานแห่งนี้มีพนักงาน 28 คน ผลิตชุด Mascot อยู่ที่ 200 ตัวต่อปีหรือเดือนหนึ่งอยู่ที่ 20 กว่าตัว ซึ่งหากเกินกว่านั้น จะให้ลูกค้าเลื่อนคิวการผลิต ทั้งหมดก็เพื่อให้การผลิตมีคุณภาพไม่หลุด QC