ครั้งหนึ่งตลาดกล้อง Digital Compact ที่เคยมียอดขายแตะ 1 ล้านเครื่องต่อปี ได้ถูกแทนที่ด้วยกล้องจาก Smartphone จนทำให้ปัจจุบันกล้อง Compact เหลือยอดขายไม่ถึง 70,000 เครื่องโดยกลุ่มกล้อง Compact ที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้นั้นคือกลุ่มกล้องคุณภาพสูงราคาแพง

ครั้นต่อมาบรรรดาค่ายกล้องเลือกกดปุ่มหนีตายให้แก่ตัวเองด้วยการผลิตกล้องตัวเล็ก ไร้กระจก เปลี่ยนเลนส์ได้ใช้ชื่อว่า Mirrorless จนในระยะเวลาแค่ 3-4 ปี กล้อง Mirrorless มีอัตราเติบโตรวดเร็วกลายเป็นพี่ใหญ่ครองตลาดกล้อง Digital มียอดขายกินสัดส่วนตลาดสูงถึง 70%

Smartphone ยุคขาย กล้องเทพ

แต่จะเป็นความบังเอิญหรือจงใจก็แล้วแต่ที่ ณ เวลานี้ Smartphone เกือบทุกค่ายและทุกรุ่นหันมาพัฒนากล้องให้มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะกลุ่ม Hi – end ราคา 20,000 บาทขึ้นไปที่พัฒนาซอฟแวร์ต่างๆ ให้ฉีกกฎข้อจำกัดด้านเซ็นเซอร์ที่เล็กให้มีภาพคมชัดและสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจน Samsung ทั้ง S8 และ Note 8 ในภาคสื่อสารหรือแม้แต่ในวันแถลงข่าวเองก็เลือกที่จะโชว์พลังความสามารถกล้องตัวเองเป็น “จุดขายหลัก” ส่วนเรื่องสเปกเครื่องและคุณภาพจอ กลายเป็นเรื่องรองๆ ลงมาและไม่ใช่แค่ Samsung รายเดียวแต่ทั้ง iPhone และทุกแบรนด์ต่างเดินทางเดียวกันหมด

แถม Smartphone บางเครื่องก็เลือกที่จะ “ยืมมือ” ผู้ผลิตเลนส์กล้องระดับ Pro อย่าง Huawei เลือกจะเป็นเพื่อนกับ Leica ถัดมา Nokia เลือกจะแต่งงานกับ Carl zeiss หรือแม้แต่ Motorola เองก็เลือกที่จะจับมือกับ Hasselblad          

เหตุผลเพราะบรรดาค่าย Smartphone ต่างรู้ดีว่า User ยุคนี้ชื่นชอบถ่ายภาพโพสโชว์ลงใน facebook และ instagram และต้องอยู่ในกฎคือยกขึ้นมาถ่ายง่ายๆ ได้ภาพสวยๆ อีกทั้งในแง่การพัฒนาเรื่องสเปกเครื่องและฟังก์ชั่นการใช้งานก็ยังไม่มีค่ายไหนที่สร้างปรากฎการณ์ความ “ต่าง” แบบทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

Big Impact ที่กำลังจะเกิดขึ้น?

ต่อให้บรรดา Smartphone ผลิตเลนส์ขั้นเทพมากแค่ไหน ? แต่อย่าลืมว่าข้อจำกัด Smartphone ที่พ่ายแพ้ต่อกล้อง Mirrorless นั้นคือเซ็นเซอร์ที่เล็กหากนำมา Print หรืออัดภาพขนาดใหญ่ภาพที่ได้จะเกิดเกรนแตก แต่ถามกลับว่าในแง่พฤติกรรมจะมี User จำนวนสักกี่คนที่ Print ภาพจากกล้อง Smartphone ออกมา

ถึงแม้ GFK จะระบุว่าตลาดกล้อง Mirrorless ในบ้านเรา เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีศักยภาพการเติบโตในตัวเลขสองหลักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แต่การพัฒนากล้องของบรรดาค่าย Smartphone ในครั้งนี้กำลังสร้างความกังวลใจให้แก่ค่ายกล้อง Mirrorless โดยเฉพาะกลุ่มกล้องราคา 20,000 – 30,000 บาท เจาะกลุ่ม Beginner เพิ่งหัดถ่ายภาพและกลุ่มใช้กล้องเซลฟี่

เพราะต่อไปนี้จะเกิดความลังเลใจของ User จำนวนมาก เหมือนอย่างในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับกล้อง Compact ว่ามีความจำเป็นแค่ไหน ? ที่จะควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มอีก 2 – 3 หมื่นบาทเพื่อซื้อกล้องมาถ่ายภาพอัพขึ้น Social Network เพราะ Smartphone ที่มีอยู่ในมือก็มีคุณภาพเหลือๆ

2 ทางออกของค่ายกล้อง Mirrorless    

ที่นี้คงต้องมาจับตาดูว่ายอดขายกล้อง Mirrorless กลุ่มราคา  20,000 – 30,000 บาท ที่เปรียบเสมอเส้นเลือดใหญ่ของทุกแบรนด์และมียอดขายประมาณ 200,000 เครื่องต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 65% ของตลาดกล้อง Mirrorless มูลค่า 341,000 เครื่อง จะมียอดขายลดน้อยลงมากแค่ไหน ? หรืออาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ให้คำตอบได้เป็นอย่างดีนั้นคือพฤติกรรม User ว่าจะหยุดที่กล้อง Smartphone ที่พัฒนาได้ดีเกินคาด หรือจะไปต่อด้วยการซื้อกล้อง Mirrorless

หากเป็นอย่างข้อแรกคือหยุดที่การใช้กล้อง Smartphone เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจนทำให้กล้อง Compact แทบจะสิ้นชื่อแล้วนั้น ทางออกของค่ายผู้ผลิตกล้อง Mirrorless นั้นคือต้องผลิตกล้องราคา 20,000 – 30,000 บาท ให้มีคุณภาพและฟังก์ชั้นการใช้งานให้ทิ้งห่างกล้อง Smartphone แบบเห็นได้ชัดเจน

ส่วนทางออกต่อมานั้นคือการขยับไปทำตลาดกล้องในกลุ่ม Semi Pro ราคา 30,000 – 50,000 บาทและกลุ่ม Pro ที่มีราคาขาย 50,000 บาทอัพจนถึง 100,000 บาท ให้เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อทดแทนยอดขายในกลุ่มกล้องราคา 20,000 – 30,000 บาท ที่เกิดจากการชะลอตัวด้วยการมาของ Smartphone ยุคอัพเกรดกล้อง

แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อแรกหรือข้อสองเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตกล้อง Mirrorless ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะทุกรายคงคิดในใจว่าการพัฒนากล้องของบรรดาค่าย Smartphone นั้นคือการเปิดพื้นที่การแข่งขันแย่งชิงยอดขายของแต่ละแบรนด์

แล้วทำไมต้องกลายเป็นป็นพื้นที่ “ทับซ้อน” และเป็นขวากหนามในตลาดกล้อง Mirrorless

 

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม