แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัว แต่ตลาดเครื่องสำอางกลับเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยที่หันมาใส่ใจและยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลตัวเองมากขึ้น นั่นทำให้การแข่งขันในตลาดค่อนข้างสูง แบรนด์เครื่องสำอางทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างก็งัดกลยุทธ์เด็ด ออกมาใช้เพื่อดึงดูดและสร้างฐานลูกค้าให้กับตัวเอง

แต่สำหรับแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกอย่าง คลาแรงส์ (CLARINS) ยังคงยึด 3 กลยุทธ์หลักเดิม ที่สามารถสร้างฐานลูกค้าเพิ่มให้ขึ้น ไปพร้อมๆ กับสร้าง Brand Loyalty ได้อย่างแข็งแกร่งมาตลอดกว่า 60 ปี

เอ็ดวิน ยัป ฮอสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (ซีเอ็มจี) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ “คลาแรงส์” บอกกับ Marketeer ว่า “พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยในเรื่องการใช้เครื่องสำอางสกินแคร์นั้นเปลี่ยนไป คือ มีขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีเครื่องสำอางทั้ง International Brand และ Local Brand เป็นตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ในการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ แบรนด์ที่จะอยู่รอดได้ คือแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์, มี Heritage, และมีนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 3 อย่างนี้ รวมอยู่ในเครื่องสำอางแบรนด์  “คลาแรงส์” และคือสิ่งที่ทำให้คลาแรงส์อยู่มานานกว่า 60 ปี”

ซึ่งทั้ง 3 คุณสมบัตินี้ได้กลายเป็นกลยุทธ์หลักที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และสร้าง Brand Loyalty ให้กับแบรนด์คลาแรงส์ได้เป็นอย่างดี

1.Truly Unique เอกลักษณ์ที่ว่ามาจากคอนเซ็ปต์ “It’s all about you” คลาแรงส์คือแบรนด์เครื่องสำอางที่มีศาสตร์การทำ CRM หรือกลยุทธ์การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ยั่งยืน นั่นคือ การใส่ใจพูดคุยรับฟังถึงความต้องการและความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการและแก้ไขบัญหาของผู้หญิงได้อย่างตรงจุด ทุกผลิตภัณฑ์จึงมาจากความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้

2.Heritage หัวใจหลักที่ตอกย้ำความสำเร็จอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นตำนานมานานกว่า 60 ปี คือ คุณภาพและประสิทธิภาพจากส่วนผสมธรรมชาติ 100% ของคลาแรงส์ ที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจในแบรนด์ เกิดการใช้อย่างต่อเนื่องและยินดีบอกต่อ ตรงนี้เองที่สามารถการสร้าง Brand Loyalty และสร้างฐานลูกค้าให้มากขึ้นไปพร้อมๆ กัน

3.Innovation นับเป็นจุดแข็งของคลาแรงส์ที่ได้เปรียบคู่แข่งมากๆ คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นั่นเพราะตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี คลาแรงส์มีห้องแล็ปและทีมวิจัยของตัวเอง ที่ศึกษาค้นคว้าเรื่อง Organic Ingredients จนกลานเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทำให้สามารถนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างเต็มที่  หากสังเกตให้ดีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากคลาแรงส์บางตัวมีมากกว่า 5 รุ่น นั่นคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างล่าสุด คือ Double Serum ที่เพิ่งเปิดตัวรุ่นที่ 8 ไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

Double Serum Code of Youth 20+1

Double Serum คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีมานานกว่า 30 ปี เกิดจากแนวคิดของ Jacques Courtin-Clarins ที่ต้องการคิดค้นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียว แต่ด้วยส่วนผสมที่จะให้การบำรุงที่ดีกลับไม่สามารถรวมกันได้ในหนึ่งผลิตภัณฑ์ จึงเกิดการคิดค้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำส่วนผสมทั้งสองอย่างบรรจุแยกกันในขวดแก้วเล็กๆ และผสานกันอย่างลงตัวขณะที่ทาบำรุง

จากนั้น Double Serum ได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวครีมบำรุงและตัวบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่มากขึ้นของผู้ใช้ในแต่ละยุคสมัย จนมาถึงรุ่งที่ 8  Double Serum Code of Youth 20+1 ที่รวบรวมคุณค่าสารสกัดของพืชธรรมชาติ 2 ชนิด และเพิ่มอีก 1 ชนิดหลักสำคัญคือ “Turmeric”  ชะลอริ้วรอยและดูแลผิวได้ครบทั้ง 5 องค์ประกอบ คือ การฟื้นฟูบำรุงผิว, การเติมออกซิเจนให้ผิว, การบำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพ, คุณค่าแห่งความชุ่มชื่น และการปกป้องผิว

และตัวบรรจุภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่อย่างเห็นได้ชัด คือ ที่ผ่านมา Double Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่แยกส่วนประกอบของน้ำ กับน้ำมันไว้ในขวดแก้วคนละข้างอย่างสิ้นเชิง แต่ใน Gen 8 เป็นการนำส่วนประกอบทั้งสองมาผสานไว้ในหลอดเดียวกัน ซึ่งมีระบบหัวปั๊มอัจฉริยะที่กำหนดปริมาณส่วนผสมทั้งสองในอัตราส่วนที่แม่นยำ คือ อัตราส่วนของน้ำ 2/3 ส่วน และอัตราส่วนของน้ำมัน 1/3 ส่วน

เรื่องราวของผลิตภัณฑ์ Double Serum คือตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของแบรนด์คลาแรงส์ได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การวางรากฐานสร้างความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพจนกลายเป็นตำนาน ความใส่ใจทุกรายละเอียดความต้องการของผู้บริโภค และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ 8

แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปตามเวลา แต่คลาแรงส์ยังคงสามารถสร้าง Brand Loyalty ได้ทุกยุคทุกสมัย เพราะนอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องแล้ว การใส่ใจและเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้านั้น ทำให้แบรนด์คลาแรงส์จับจองพื้นที่ในใจผู้บริโภคได้อยู่หมัด