Cashless Society คือทิศทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการไป

การร่วมมือสร้างมาตรฐานกลาง QR Code ใช้เป็นตัวกลางในการชำระสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งในนั้น โดยมี Promptpay อยู่เบื้องหลังการให้บริการ พร้อมต่อยอดไปยังบริการอื่นๆ ในอนาคต

ด้วยเหตุผลอุดช่องว่างบัตรเครดิต และเดบิต ที่มีอุปกรณ์จำนวนผู้ใช้บัตร และจำนวนเครื่องรับบัตรที่กระจุกตัวในร้านค้า ขนาดใหญ่  โดยความร่วมมือนี้ได้ประกาศชัดเจนเมื่อพฤษภาคม 2560 ก่อนธนาคารนำไปต่อยอดเป็นบริการให้กับลูกค้า ซึ่งในวันนั้นคาดการณ์ธนาคารจะสามารถให้บริการลูกค้าได้ในไตรมาส 4ปีเดียวกัน

เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ธนาคารกสิกรไทย และไทยพาณิชย์ 2 ธนาคารแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ทดลองให้บริการ QR Code ชำระสินค้าและบริการอื่นบน Regulatory Sandbox ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีด้านการเงินในวงจำกัดก่อนเปิดให้บริการในวงกว้าง ด้วยเหตุผลคือเป็น 2 ธนาคารแรกที่ให้ความสนใจขออนุญาตทดลองระบบดังกล่าวในบางพื้นที่ที่ขอเปิดให้บริการ เปิดตัวบริการพร้อมกันในวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรี ออมสิน ทีเอ็มบี ธนชาต รอการอนุมัติเป็นเฟสถัดไป

จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นไทยพาณิชย์และกสิกรไทย ลงกำลังโปรโมทบริการ QR Code พร้อมกับแคมเปญการตลาด educate ลูกค้า ไปพร้อมๆ กับผลักดันให้เกิดการใช้งาน สร้างประสบการณ์ความง่าย เพื่อให้ลูกค้าติดอกและติดใจใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดนี้ใครเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าได้มากกว่า เร็วกว่าคนนั้นได้ลูกค้าประจำไป เพราะ การชำระเงินผ่าน QR Code ในอนาคต ธนาคารค่ายไหนก็สามารถทำธุรกรรมได้

 

QR Code คือหนึ่งใน สังคมไร้เงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยวาง QR Code เป็นกลยุทธ์สำคัญในการชำระเงินในร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ เป็นหน้ากากให้กับผู้ซื้อในการโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งผ่าน Promptpay แก้ปัญหา eWallet ที่เปิดให้บริการในประเทศไทยไม่สามารถให้บริการร้านค้าข้างทางรับชำระเงินผ่านช่องทางนี้ได้ และยังเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงสังคมไร้เงินของร้านค้าทั่วไปไม่ต้องพึ่งเครื่องรับบัตร EDC ที่มีต้นทุนในการติดตั้งแต่ค่า Fee ในการบริการ

 

สร้างความเคยชินกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

เรียกได้ว่าทั้ง 2 ธนาคารทั้ง SCB ไทยพาณิชย์ และ KBank กสิกรไทย มองเห็นตัวเปิดเกมตลาดคือการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันผู้บริโภคมากที่สุดเหมือนกันๆ โดยเน้นไปยังอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสินค้าแฟชั่น การเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่นวินมอเตอร์ไซค์ และเลือกพื้นที่นำรองทดลองบริการใกล้เคียงกันและทับซ้อนในบางพื้นที่ ได้แก่ ตลาดนัดจตุจักร แต่แตกต่างกันที่ดีเทลในการสร้างลูกค้าและการตลาด

SCB ใช้วิธีการปรับแอป SCB Easy โฉมใหม่หมดเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ที่มาพร้อมกับบริการชำระเงินผ่าน QR Code ภายใต้ชื่อ SCB Easy Scan ได้มีสีสันหวือหวา ที่สุดธนาคารหนึ่ง ด้วยการสร้างประสบการณ์การชำระสินค้าและบริการจริง ผ่านกองทัพโรดโชว์สโตล์ ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ CMO ไทยพาณิชย์ ที่เปิดเกมสร้างประสบการณ์ การใช้แอป SCB Easy แสกน QR Code ชำระเงิน ด้วยตัวเองในตลาดนัดจตุจักร ในร้านค้าที่เปิดรับชำระเงินผ่าน QR Code และอื่นๆ

ซึ่งก่อนโรดโชว์ ทาง SCB ได้เข้าไปเอ็ดดูเคทประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้จาก QR Code และความสะดวกสบายของลูกค้าสร้างความเข้าใจกับพ่อค้าแม่ค้าก่อน

รวมถึงซัพพอร์ตค่าบริการวินมอเตอร์ไซค์ที่พหลโยธิน 34 ให้ผู้ใช้บริการจ่ายวินมอเตอร์ไซค์ราคาถูกในช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนขยายไปยังวินอื่นๆ นำร่อง 200 คันตามแนวรถไฟฟ้าให้เปิดรับค่าโดยสารผ่าน QR Code เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการใช้บริการจนกลายเป็นความเคยชิน  เพราะเป้าหมายของ SCB คือยอดผู้ใช้ SCB Easy 8 ล้านรายในสิ้นปี 61

 

จ่ายแอปไหนก็ได้แต่ผู้รับขอเป็น KBank

ธนาคารกสิกรไทยการตลาดอาจจะดูไม่หวือหวาเท่าเพียงแค่เพิ่มฟีเจอร์สแกน QR Code ลงไปใน แอป K-Mobile Banking Plus พร้อมไอคอน QR Code เล็กๆ เขียนว่า “จ่าย” เพื่อให้ผู้ใช้รับรู้ว่าปุ่มนี้คือปุ่มจ่ายเงินด้วย QR Code

และหันไปเอาดีพัฒนาแอปใหม่ K PLUS SHOP แอป แอปสำหรับพ่อค้าแม่ขาย เพื่อช่วยการจัดการเงินในบัญชีได้ทันทีพร้อมมีการแจ้งยอดรายการ โดยสรุปยอดขายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยมีข้อแม้ว่า ผู้ใช้บริการ K PLUS SHOP จะต้องใช้บริการ K-Mobile Banking Plus ด้วย

การที่ KBank เลือกโฟกัสไปยังมุมคนขาย จากการมองโมบายแบงก์กิ้งธนาคารไหนก็จ่ายเงินได้ แต่กลุ่มผู้ขายเป็นกลุ่มที่มีเงินหมุนเวียนในแต่ละวันเป็นจำนวนเงินที่สูงซึ่งถ้าลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ KBank เป็นธนาคารหลัก ธนาคารสามารถต่อยอดไปยังบริการต่างๆ เช่นบริการสำหรับ SME และอื่นๆ ได้ นั่นหมายถึงรายได้ของธนาคารจะเพิ่มขึ้น

โดยพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าหมายว่าในสิ้นปี มีร้านค้าดาวน์โหลด K PLUS SHOP ไม่ต่ำกว่า 200,000 ร้านค้า และมีมูลค่าการทำธุรกรรม 800 ล้านบาท

เลือกทำตลาดด้วยการโปรโมทการใช้งาน QR Code ไปพร้อมๆ กับโปรโมท K PLUS SHOP ในสโลแกน ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ แต่ในส่วนของ K PLUS SHOP มีโปรโมชั่นรับเครดิตเงินคืน 50 บาทเมื่อลูกค้าจ่ายเงินผ่าน QR Code เข้าบัญชีที่ผูกกับ K PLUS SHOP มากกว่า 300 บาทต่อหนึ่งรายการ สิ้นสุด 31 ธันวาคม 60 ดึงดูดให้พ่อค้าแม่ค้าสมัครแอปใช้บริการและโปรโมทเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนลูกค้าของร้านให้จ่ายเงินผ่านช่องทางนี้ให้เกิดการใช้งานอย่าแพร่หลายมากขึ้น

 

จีน สู่ ไทย ทำไม QR Code ถึงน่าสนใจที่สุด

หลายประเทศในโลกนำ QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือในการชำระเงิน โดยประเทศจีนมีความโดดเด่นที่สุด

การใช้ QR Code ชำระเงินในจีนเป็นฟังกัชั่นที่นิยมมากที่สุดในการชำระเงินผ่าน ePayment มาจากความสะดวกไม่ต้องพกเงินสดและเงินทอน ไม่ต้องกดเบอร์บัญชี หรือเบอร์โทรศัพท์ลดปัญหาเงินหาย หรือถูกมิจฉาชีพวิ่งราว เพียงเปิดแอป ePayment ที่มีผู้ให้บริการหลักคือ Alipay จาก Alibaba และ “WeChat Pay” จาก Tencent ก็สามารถจ่ายได้อย่างง่ายดาย และสามารถชำระเงินสกุลย่อยๆ อย่างเงินเจี่ยว (ประมาณเงินสตางค์บ้านเรา) ได้ เพราะปัญหาของประเทศจีน คือร้านค้าไม่มีเงินเจี่ยวทอนให้ลูกค้าและส่วนใหญ่ถ้ามีการซื้อขายเป็นเงินเจี่ยวขึ้นร้านค้าจะปัดเศษขึ้นหรือตัดเศษทิ้งเพื่อความง่าย และการที่จีนเข้าสู่สังคมไร้เงินนั้น ส่วนหนึ่งจากการลดปัญหาเงินปลอมในระบบที่ถูกปลอมขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากข้อมูลของ FT Confidential Research 2016 อ้างอิงโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าคนใช้จ่ายเงินผ่าน ePayment สูงกว่าเงินสดกับบัตรเครดิตรวมกัน

โดยประเทศจีนการใช้ QR Code จะต่างจากประเทศไทยคือเป็น QR Code ที่ generate ขึ้นมาเฉพาะของ แอป ePayment นั้นๆ โดยในประเทศจีนมีแอปให้บริการ ePayment มากกว่า 20 แอป บางแอปให้บริการเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

ต่างจากประเทศไทย เป็น QR Code เดียวที่เป็น standard ใช้กับแอปโมบายแบงก์กิ้งได้ทุกแอป เหมือนกับประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ร่วมมือกับ วีซ่า มาสเตอร์การ์ด อเมริกันเอ็กซ์เพรส จัดทำ one QR Code มาตรฐานเดียวที่สามารถใช้ร่วมกันได้

โดย QR Code ในประเทศไทยมี 2 รูปแบบคือ

1 เป็น QR Code บัญชี Promptpay ของผู้ขายโดยให้ผู้ซื้อเป็นผู้กรอกจำนวนเงินทีต้องการชำระเอง เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือมีโอกาสกรอกจำนวนเงินผิด

2.QR Code ที่ระบุจำนวนเงินและเลขบัญชี ผู้ซื้อสามารถกดโอนเงินได้ทันที เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าหรือบริการน้อยชิ้น

และจากการลองใช้งานชำระเงินผ่าน QR Code ของ Marketeer พบว่า ขั้นตอนในการเข้าแอปและชำระเงินค่อยข้างหลายขั้นตอน ไปนิดแม้จะใช้เวลาไม่นานก็ตาม ตั้งแต่ 1.เปิดแอปโมบายแบงก์กิ้ง 2.ใส่พาสเวิร์ด 3.กดเปิดใช้งานฟังก์ชั่น QR Code 4. สแกน QR Code ระบบเด้งไปยังหน้าจ่ายเงิน 5.กรอกจำนวนเงินและกดชำระเงิน ซึ่งในชีวิตจริง บางครั้งการควักเงินสดออกมาจ่ายง่ายกว่า

แต่ในวันนี้ QR Code ในประเทศไทย เพิ่งเริ่มต้น ซีเคียวริตี้ และสร้างความมั่นใจในการชำระเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอนาคต Marketeer เชื่อว่าธนาคารจะปรับการใช้งานลดขั้นตอนให้น้อยลงกว่านี้ได้แน่นอน