บอกให้รู้ถึงประโยชน์ – ท่ามกลางทะเล Post มากมายบน Facebook และสื่อ Online ทั้งหลายที่โถมเข้าใส่เราในแต่ละวัน คงมีไม่มากที่สะดุดตาพาให้กด Like หรือต้อง Click เข้าไปดู นี่เป็นเหตุให้การพาดหัวกลายเป็นด่านหน้าที่ใช้เรียกความสนใจ โดยการพาดหัวแบบแรกที่ทำให้หยุดดูได้คือการบอกให้ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้ในลักษณะเงื่อนไข อย่างทำแบบนี้แล้วจะได้อะไรตอบแทนกลับมา ซึ่งส่วนใหญ่มีชุดคำอย่าง “ตามนี้แล้วคุณจะ” หรือ “แบบนี้แล้วคุณจะ” อยู่ในพาดหัวด้วย เช่น “สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น” เพราะ Post ลักษณะนี้มีความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลกัน และบอกทางลัดเพื่อจัดการข้อติดขัดให้หมดไป

ชัดเจนไว้ตั้งแต่แรก – พาดหัวแบบต่อมาที่ชวนให้ Click สะกิดให้ Like คือ บอกให้รู้เลยว่าเนื้อหาด้านจะเป็นอะไรพร้อมจำนวนคร่าวๆ ซึ่งมักใช้กับ Post ที่เป็นการจัดอันดับหรือหัวข้อ เช่น “10 อันดับแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่าสูงสุดในไทย” หรือ “7 ขั้นตอนเปลี่ยนคุณจากมนุษย์เงินเดือนสู่มหาเศรษฐี” โดยความชัดเจนดังกล่าวทำให้ผู้ชมประหยัดเวลาและได้เข้าถึงข้อมูลตรงตามต้องการ

โดนใจและตรงความรู้สึก – แม้วิธีรับรู้มูลข่าวสารจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับความรู้สึก ซึ่งได้แก่เรื่องเรียกน้ำตา สร้างความซาบซึ้ง ทำให้เกิดความปิติยินดี หรือเรื่องขำขันต่างๆ ยังสามารถเรียกความสนใจได้เสมอ อย่างไรก็ตามควรระวังให้พาดหัวกับเนื้อในให้สอดคล้องกันเพื่อกันไม่เกิดกระแสแห่ Dislike หลังอ่านแล้วรู้ว่าเป็นแค่ Post ที่เร้าอารมณ์เกินไปแต่ใจความจริงๆ กลับไม่ใช่เรื่องมีสาระอะไร

เปิดประเด็นให้ต้องตามไปดูคำตอบ – สาเหตุที่ทำให้ความอยากรู้มีพลังเพราะมันกระตุ้นให้คำตอบ โดยกับสื่อ Online แล้วสามารถผ่านพาดหัวอย่าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหรือใครที่เป็นตัวละครสำคัญของเรื่องนี้ แม้เรื่องนี้จะเสื่อมความนิยมลงไปไม่น้อยจากการถูกนำมาใช้ผ่านการพาดหัวแบบยั่วให้ Click (Clickbait) อย่าง “ไปดูกัน” แต่ตราบใดที่เนื้อหาด้านในมีสาระใจความที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับพาดหัวนี่ก็เป็นวิธีเรียกความสนใจที่ยังทรงพลังและไม่ควรถูกมองข้าม

กระตุ้นต่อมอยากรู้เบื้องหลังคำว่า “ทำไม” – ยังอยู่การพาดหัวที่กระตุ้นความอยากรู้แต่ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนจาก “อะไร” สู่ “ทำไม” ซึ่งทั้งไขข้อข้องใจและบอกให้รู้ถึงสาเหตุที่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่าง “ทำไมถึงไม่ควรดื่มน้ำเย็น” และ “ทำไมจึงควรทุ่มกับการโฆษณาบน Facebook” โดยหากเนื้อหาด้านในเป็นประโยชน์จะไม่ต่างจากการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เพราะนอกจากยอด Like แล้ว มีแนวโน้มสูงว่าผู้อ่านจะส่งต่อ (Share) เพื่อแบ่งปันข้อมูลนี้ให้เพื่อน และเข้าร่วมแสดงคิดเห็นซึ่งจะดันยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ให้เพิ่มขึ้นด้วย

ทำให้อุ่นใจว่าเป็นสมาชิกในกลุ่ม – อย่างที่รู้กันว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นหากเรื่องไหนที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นสมาชิกในกลุ่มได้ก็จะเรียกยอด Like ยอด Share รวมถึง Engagement ได้ไม่ยาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Post ที่มีพาดหัวอย่าง “10 เรื่องนี้มีแต่คนเป็นครูเท่านั้นที่จะเข้าใจ” และ “หากอยากเป็น Guru การตลาดต้องรู้ 5 เรื่องนี้” จึงไม่เคยหมดไปจาก Newsfeed ของ Facebook เลย / marketingprofs