รวมทุก Insight ของ Instagram โพสแบบไหนให้ได้ Engagement

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วเท่าไหร่ Digital Marketing ก็เปลี่ยนแปลงเร็วไม่แพ้กัน และทางที่ง่ายที่สุดสำหรับนักการตลาด ก็คือ ดูสถิติและตัวเลข เพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำการตลาด และหนึ่งใน Social Media Platform สำหรับแบรนด์ที่ใหญ่รองจาก Facebook ก็คือ Instagram นั่นเอง

เอาล่ะ ได้เวลามาอัพเดต Firmware กันแล้ว

 

Demographics

ผู้ใช้ประจำทุกเดือน 700 ล้านคน : Instagram ใช้เวลาเพิ่มฐานผู้ใช้จาก 0 คน เป็น 100 ล้านคน ถึง 28 เดือน จาก 100 ล้านคน เป็น 200 ล้านคน ใช้เวลา 13 เดือน และสุดท้ายจาก 600 ล้านคน เป็น 700 ล้านคน ในเดือนเมษายน ปี 2560 ใช้เวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น ฉะนั้นสรุปได้ว่าจำนวนผู้ใช้ของ Instagram จะยังคงโตเรื่อยๆ ในแบบที่ Facebook สร้างฐานผู้ใช้ประจำถึง 2,000 ล้านคนต่อเดือน

อายุ 18-29 ปี คือกลุ่มผู้ใช้ Instagram มากที่สุด คิดเป็น 59% : ในขณะที่กลุ่มอายุ 30-49 ปี คิดเป็น 33% ซึ่งสองกลุ่มนี้รวมกันก็เกิน 90% ไปแล้ว ฉะนั้นเวลาแบรนด์คิดคอนเทนต์อะไร ก็ควรนึกถึงกลุ่มนี้เป็นหลัก

 

 

Brands & Instagram

71% ของธุรกิจในสหรัฐฯ ใช้ Instagram ในปี 2017 และ 80% ของผู้ใช้ Instagram ติดตามแบรนด์อย่างน้อย 1 แบรนด์ : ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า แบรนด์เริ่มเปิดรับ Instagram มากขึ้น และผู้ใช้ Instagram ก็เปิดรับแบรนด์มากขึ้นเช่นกัน

70% ของ Hashtags บน Instagram เป็นของแบรนด์ : ปัจจุบันการสร้าง Hashtag เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนอกจะชัดเจนแล้ว ยังสามารถดูผลตอบรับของแคมเปญนั้นได้ด้วย เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อแคมเปญ ควรนึกเผื่อ ถึง Hashtag ด้วย ตัวอย่าง Hashtag ที่เข้าใจง่าย #BikeForMom

65% ของโพสที่มี Engagement เยอะๆ มีสินค้าอยู่ในนั้น : ถึงแม้ว่าผู้ใช้ Instagram จะชอบความคิดสร้างสรรค์ และไอเดียใหม่ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า แบรนด์จะสอดแทรกสินค้าลงไปด้วยไม่ได้ และเมื่อเห็นว่าคอนเทนต์นั้นมีแนวโน้มที่ดี การใช้เงิน Boost เพิ่ม เป็นสิ่งที่ควรทำ

 

โพสแบบไหน ได้ Engagementเพิ่ม

จันทร์-ศุกร์ : เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่ได้ Engagement เนื่องจากวันเสาร์-อาทิตย์ มีอะไรให้ทำมากกว่ากว่าเล่นโซเชียลมีเดีย ในขณะที่วันทำงาน Instagram ถือเป็นการพักผ่อนชั้นดีที่สามารถทำได้ทุกเมื่อ ส่วนช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ 5 โมงเย็น เนื่องจากเป็นช่วงที่คนเริ่มกลับบ้าน

Tag Location : การแท็กสถานที่เป็นการบอกว่า “เรากำลังไปสถานที่นั้นนะ” ทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์มีตัวตน มีการเดินทาง และระบบ algorithm ของโซเชียลมีเดียทุกเจ้า ให้ความสำคัญกับข้อมูลอยู่แล้ว ยิ่งใส่มาก ยิ่งมีโอกาสที่คนจะเห็นมากขึ้น

รูปภาพ > วิดีโอ : สำหรับ Instagram รูปภาพยังได้ Engagement มากกว่าวิดีโอ ฉะนั้นวิดีโอส่วนใหญ่จึงเป็นแบบสั้นๆ ไม่ใช่หนังโฆษณาเหมือนใน Facebook หรือ YouTube สำหรับแบรนด์ที่มีทรัพยากรจำกัด รูปภาพเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

หน้าคนช่วยให้ได้ไลค์มากขึ้น 38% : ถึงแม้ว่าภาพวิวจะสวยขนาดไหน แต่ถ้ามีหน้าคนที่อยู่ในนั้นด้วย ผู้คนจะรู้สึกใกล้ชิดขึ้น ลองดูได้จาก Instagram ของ เน็ตไอดอล ดารา และคนดังทั้งหลาย ภาพวิวธรรมดาได้ไลค์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด.. สำหรับแบรนด์ที่มีไม่พรีเซนเตอร์ อาจต้องลงทุนเพิ่มสักหน่อย และเลือก Influencer ที่เข้ากับแบรนด์ด้วย

User Generated Content : UGC คือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างเอง ฉะนั้นหากคอนเทนต์ที่แบรนด์สร้างเองเข้าไม่ถึงผู้บริโภค การทำแคมเปญให้คนมาร่วมสนุกเป็นทางเลือกที่สบายกว่า และได้ผลที่ดีกว่า แต่แคมเปญที่ทำต้องมีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ด้วยเช่นกัน

GoPro เป็นหนึ่งแบรนด์ที่ทำเรื่องนี้บ่อยมาก จนเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่คนมักจะส่งภาพให้ GoPro ไปร่วมสนุก หรือ แค่ติด Hashtag อยากอวดให้ชาวโลกรับรู้

 

ที่มา : Social Media Today, SproutSocial และ Tech Crunch