“หรือเราไม่ควรเป็นเพื่อนกันในโลกโซเชียล” ประโยคคำถามจากคลิปวิดีโอ Family Reconnect โดย AIS สานรัก ที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา เพียงแค่ได้อ่านก็กระแทกใจและชวนให้เราหยุดดูวิดีโอตัวนี้จนจบ และพบว่าครอบครัวของเราก็เคยมีประสบการณ์แบบครอบครัวในวิดีโอนี้เช่นเดียวกัน จนรู้สึกอยากจะลองทำข้อสอบ Social Media Test กับพ่อแม่ดูสักครั้ง น่าจะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิม

โจทย์ตั้งต้นของคลิปวิดีโอตัวนี้เกิดจาก AIS สานรัก เห็นถึงปัญหาของการใช้โซเชียลอย่างขาดความเข้าใจ จนทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวบนโลกออนไลน์เกิดระยะห่าง จึงพยายามหาทางนำเสนอวิธีที่จะทำให้ครอบครัวยุคใหม่ได้กลับมาใกล้กันอีกครั้ง จนกลายเป็นข้อสอบ Social Media Test แบบที่เราเห็นกัน แต่กว่าจะเป็นข้อสอบวัดใจชุดนี้ผ่านกระบวนการคิดอย่างไรบ้าง คุณโบว์-สุภัสสร เหมปิยะสมบัติ (Strategic Planner) และคุณนิค-อชิร รวีวงศ์ (Creative) จาก Moonshot บริษัท PR & Content Digital Agency ทีมงานผู้สานต่อแนวคิดจาก AIS สานรัก และอยู่เบื้องหลังการผลิตคลิปวิดีโอนี้จะมาเล่าทุกแง่มุมความคิดแบบเจาะลึกให้เราฟังกัน

ปัญหาระยะห่างของความสัมพันธ์บนโลกโซเชียลในครอบครัว คือจุดเริ่มต้นของวิดีโอ Family Reconnect

คุณโบว์ : เราเริ่มจากการไปตามดูปัญหาที่มีในโลกออนไลน์ ว่าตอนนี้มีปัญหาอะไรบ้าง ทั้งจากเว็บไซต์พันทิป ถามจากเพื่อนหรือเด็กรุ่นใหม่ว่ามีปัญหาอะไรกับการเล่นโซเชียล มีเดียกับพ่อแม่บ้าง มีการทำ In-depth Interview และทำ Focus Group ซึ่งจะเจาะทั้งกลุ่มพ่อแม่และลูก ปัญหาที่พบคือกลุ่มลูกจะรู้สึกอึดอัดและอายเพื่อนเหมือนถูกพ่อแม่เข้ามารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว Insight ของพวกเขาคือถึงแม้อึดอัดแต่ก็ไม่กล้าคุย เพราะคิดว่าพ่อแม่ไม่น่าจะรับฟังจนเป็นเหตุผลให้ต้อง Hide Post หรือ Block พ่อแม่ไปเลย นี่คือวิธีแก้ของลูกซึ่งทำให้ไม่มีวันเข้าใจกันและอาจทำให้พ่อแม่น้อยใจอยู่ลึก ๆ ขณะเดียวกัน กลุ่มพ่อแม่ก็มีความคิดว่าลูกของฉัน ฉันต้องรู้ทุกอย่าง ฉันอยากรู้โลกของลูก เหมือนเขาเห็นลูกอยู่บ้านก็เลยอยากรู้ด้วยว่าลูกทำอะไรในโซเชียล แต่พ่อแม่ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำนั้นทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เราจึงอยากจะทำอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้ลูกสามารถส่งต่อให้พ่อแม่ดูได้ หรือแม่ส่งต่อให้ลูกดูแล้วทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน เพราะคนกลุ่มนี้จะให้อยู่ดี ๆ ไปคุยก็คงไม่กล้าเปิดใจกันอยู่แล้ว จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกัน กลายเป็นที่มาของโปรเจกต์นี้ที่อยากให้ครอบครัวไทยสานสัมพันธ์กันมากขึ้นในโลกออนไลน์ รวมทั้งตรงกับ AIS ที่เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว เราจึงอยากให้คนที่ใช้มือถือในยุคนี้เล่นโซเชียลกันได้อย่างเข้าใจกันมากขึ้น

ข้อสอบ เป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้พ่อแม่และลูกได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

คุณนิค : ต้องบอกก่อนว่าโปรเจกต์นี้ถูกคิดและพัฒนาไอเดียร่วมกันมาแล้วระยะหนึ่งก่อนที่ผมจะมารับช่วงคิดต่อ ภายใต้โจทย์ว่าเราจะใช้ “เรื่องจริง” เล่าผ่านหนัง เราจึงเบรนด์สตอร์มกับทีมงานว่า มันควรจะเป็นอะไรที่ทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันได้ จนสุดท้ายตัดสินใจว่าจะทำเป็นข้อสอบ Social Media Test โดยให้พ่อแม่และลูกมาทำข้อสอบแล้วแลกกันตรวจ ซึ่งเป็นข้อสอบจริง ๆ ในคลิปวิดีโอนี้ นอกจากการเล่าเรื่องผ่านการถ่ายทำที่ใช้เทคนิคทางภาพยนตร์และการตัดต่อ ทุกอย่างต้องจริงหมด ไม่มีสคริปต์

คุณโบว์ : แกนของวิดีโอตัวนี้ ทางทีมงานมองว่าอยากให้มันดูเป็นธรรมชาติเลยถ่ายทำแบบไม่มีบท เราจึงโยนให้ทางครีเอทีฟ และผู้กำกับไปพัฒนาต่อยอดไอเดีย ซึ่งจะออกมาเป็นแบบไหนก็ได้แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ และไม่น่าเบื่อ เช่น มานั่งสัมภาษณ์เฉย ๆ เพราะเราเห็นบ่อยแล้ว

คุณนิค : เราอยากให้มันต่อยอดไปในทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ๆ หลังจากที่คลิปวิดีโอเผยแพร่แล้ว เราก็มีการอัพโหลดข้อสอบนี้ขึ้นออนไลน์ด้วย ให้คนทั่วไปได้ลองทำข้อสอบ ซึ่งช่วยให้อีกหลายครอบครัวสามารถนำไปใช้ทดสอบความเข้าใจการใช้โซเชียล มีเดียของตัวเองได้ด้วย

ผลจากการทำรีเสิร์ช สู่ประเด็นคำถามในข้อสอบที่ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงปัญหาจริง ๆ

คุณนิค : จริง ๆ จะมีข้อสอบ 3 ส่วนที่ทางทีมครีเอทีฟ ร่วมกันคิด ส่วนแรกจะเป็นคำถามคำตอบเรื่องเบสิกของโซเชียล มีเดีย และต้องเป็นคำตอบที่สามารถบอกได้ว่าถูกหรือผิด เช่น อีเจี๊ยบเลียบด่วนคือใคร มีถูกผิดแน่นอน เหมือนเป็นพาร์ทเกริ่นทำให้คนที่ทำข้อสอบเข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ ส่วนที่ 2 จะไม่มีถูกผิด เวลาแลกกันตรวจจะใช้วิธีว่าถ้าเห็นด้วยจะให้คะแนน ถ้าไม่เห็นด้วยไม่ให้คะแนน ประมาณว่าถ้าลูกเป็นแบบนี้ คุณจะทำอย่างไร ซึ่งเป็นพาร์ทที่เจาะปัญหาครอบครัวมากขึ้น ส่วนที่สามจะเป็นข้อสอบอัตนัย คือการเขียนบรรยายว่าคุณรู้สึกยังไงกับการเล่นโซเชียล มีเดียของพ่อแม่ หรือพ่อแม่มีความคิดเห็นยังไง จบจาก Social Media Test สุดท้ายจะเป็นการสัมภาษณ์ โดยการนำข้อสอบมาอ่านแล้วเปิดใจกัน เพื่อให้เข้าใจกันว่าที่ต่างฝ่ายต่างทำลงไปเป็นเพราะอะไร ทั้งสองฝ่ายจะได้คุยกัน ทั้งหมดนี้ทั้งคู่ไม่รู้จริง ๆ นะว่าต้องแลกกันตรวจ เช่น พ่อแม่ตรวจของลูกอยู่ แต่จะไม่รู้ว่าเป็นของใครเพราะเขียนแค่ตัวเลขชุดข้อสอบกำกับไว้

คุณโบว์ : ผลของคะแนนที่ได้ถ้าเป็นส่วนแรกคะแนนเต็ม 10 จะบอกได้เลยว่ากลุ่มลูกจะเชี่ยวชาญเรื่องโซเชียล มีเดีย กันทุกคน แต่กลุ่มพ่อแม่ก็จะได้คะแนนน้อยหน่อย แต่ส่วนที่สองจะเป็นการแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งแล้วแต่ครอบครัวเลย พอได้แลกกันตรวจก็จะได้รู้ปัญหาของแต่ละครอบครัวจริง ๆ ว่าไม่เหมือนกัน แต่ประเด็นคำถามเราก็ตั้งมาจากประเด็นที่ครอบครัวส่วนใหญ่ประสบปัญหากัน เช่น ลูกไม่รับแอด เฟซบุ๊กพ่อแม่  ซึ่งคำถามก็จะมาจากทั้งการทำ Focus Group  และการทำ Research ก่อนหน้านี้ทั้งหมดเลย

คุณนิค : ที่เราต้องทำแบบนี้เพราะเราตั้งใจจะให้ทุกคนทำแล้วรู้สึกจริง ๆ เห็นปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่เอามาเพื่อทำ Mock up สำหรับถ่ายเฉย ๆ

 

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำข้อสอบคือ ความสดและความจริง และช่วยแก้ปัญหาได้จริง

คุณโบว์ : ตอนแรกคิดว่าถ้าสัมภาษณ์ธรรมดามันน่าเบื่อ อยู่ดี ๆ ถ้าให้ลูกนั่งคุยกับพ่อแม่ว่ามีปัญหาอะไรในการใช้โซเชียล มีเดียบ้าง ลูก ๆ ก็อาจจะไม่คุยหรือไม่ค่อยตอบตามจริง แต่พอเป็นข้อสอบคือมันมีหลักฐานเลยว่าเขียนตอบจริง ให้พ่อแม่มาเปิดอ่านแล้วถามกันตอนนั้นได้เลย เป็นการค่อย ๆ บิลต์จนถึงส่วนสุดท้าย

คุณนิค : มันตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ว่า #FamilyReconnect คือทั้งคู่ Reconnect กันจริง ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นข้อสอบของกันและกัน ได้กลับมาพูดคุยกันอย่างเข้าใจ เหมือนเป็นการเริ่มต้นเปิดใจให้กัน เข้าใกล้กันมากขึ้น  

คุณนิค : จริง ๆ เหมือนเราเข้าใจเหตุผลของการทำมากขึ้น เรารู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่เป็นห่วง แต่เหมือนเราได้ Insight ของพ่อแม่จริง ๆ ว่าที่ทำไปเพราะอะไร

คุณนิคและคุณโบว์ : อย่างที่เซอร์ไพรส์เลยคือ ชอบคู่คุณแม่ธรรมะที่ท่องกลอน

คุณโบว์ : รู้สึกว่าคู่นี้ พอลูกพูด คุณแม่ก็เปิดใจฟัง พอฟังแล้วเขาเข้าใจและพูดเลยว่าบางทีเราก็ต้องปรับเปลี่ยนเป็นเด็กสมัยใหม่บ้างเพื่อที่จะเล่นกับลูกได้ แสดงให้เห็นทันทีเลยว่าคุณแม่เข้าใจลูกมากขึ้นหลังจากทำข้อสอบ

นอกเหนือจากคนดูที่ได้เรียนรู้ คนทำอย่างเราก็ได้ฉุกคิดถึงปัญหานี้ในครอบครัวตัวเองเช่นกัน

คุณนิค : คือเราไม่มีปัญหาอะไรกับการเล่นโซเชียลกับพ่อแม่ พ่อแม่เข้าใจอยู่แล้วในการเล่นโซเชียล มีเดียต่าง ๆ แต่พอมาทำวิดีโอครั้งนี้ เลยเห็นว่ามันแค่นิดเดียวจริง ๆ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจกัน จากกำแพงเล็ก ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เปิดให้กัน แต่พอมันเปิดปุ๊บ มันจบเลย ก็เลยรู้สึกดีที่ได้ทำโปรเจกต์นี้

คุณโบว์ : โบว์เคยโพสต์รูปบิกินี่แล้วแม่เคยโทรมาว่าและบอกให้ลบด้วย เราเองก็ไม่กล้าบอกแม่ว่าทำแบบนี้เราไม่ชอบนะ เราก็เลยเลือกที่จะ Hide โพสต์แม่ไป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงรูปอะไรแนวนั้นมากแล้ว จะได้ไม่ทำให้เขาเป็นห่วง เลือกลงแต่รูปธรรมดา ไม่ได้ Hide โพสต์แม่ หลังจากส่งวิดีโอนี้ให้แม่ดู แม่ก็ถามว่าแม่มีปัญหาอะไรหรือเปล่าลูก เขากลัวว่าจะเป็นปัญหา แต่เราก็บอกว่าไม่ใช่แม่ แค่อยากให้เข้าใจกัน แม่ก็ชอบแล้วส่งไปให้เพื่อนดูต่อซึ่งมันดีนะ มันทำให้เขารู้ว่าลูก ๆ คิดยังไงผ่านคลิปวิดีโอนี้

 

ต่อยอดโครงการไปได้อีกไกล จากออนไลน์สู่ออฟไลน์

คุณโบว์ : จริง ๆ เราไม่อยากให้โปรเจกต์นี้จบแค่ออนไลน์ เรามองว่าคลิปวิดีโอเป็นแค่จุดเริ่มต้น โปรเจกต์นี้มันต้องต่อยอดเป็น IMC (Integrated Marketing Communication) ถึงจะมีประสิทธิภาพจริง ๆ หลังจากปล่อยคลิปวิดีโอนี้ไปได้ไม่นานก็มีคนติดต่อเข้ามา เพื่อให้ทาง AIS สานรัก เข้าไปจัดอบรม โดยขอให้นำข้อสอบนี้ไปทำเวิร์คช็อป ทาง AIS สานรักเลยเกิดแนวคิดว่าจะจัด Family Reconnect Workshop โดยเริ่มจากโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ ก่อน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ

คุณนิค : การสื่อสารทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทำให้เราเข้าถึงคนในวงกว้างได้มากขึ้น บางคนอาจจะเล่นออนไลน์เก่งอยู่แล้วหรือใช้โซเชียล มีเดียเป็นประจำ แต่อย่าลืมว่ายังมีกลุ่มที่เพิ่งเริ่มใช้หรือไม่ค่อยได้เล่นรวมอยู่ด้วย การทำกิจกรรมออฟไลน์จะช่วยทำให้เขาเกิดความเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่เราอยากสื่อสารได้ง่ายขึ้น ต่อไปอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาในโลกโซเชียล แต่ถ้าหากมีประเด็นอะไรใหม่ ๆ ภายในครอบครัว เราก็อยากนำมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจอีกครับ

เปิดใจคุยกัน เรียนรู้ธรรมชาติการใช้โซเชียล มีเดียของกันและกัน แล้วเราก็จะเป็นเพื่อนกันได้

คุณโบว์ : ฝั่งลูกเราเคยมีปัญหากับพ่อแม่มาก่อน ก็คือมีทิฐิสูง ไม่ฟังเขา ดื้อ แต่ถ้าเราลองเปิดใจฟังเขาสักนิด เขาอาจจะไม่รู้ Know How โซเชียลเท่าเรา แต่ว่าเราต้องเข้าใจเจตนาเขา มองที่เจตนาเขาจริง ๆ ว่าเขาเป็นห่วง ไม่ได้อยากตำหนิ คือมันต้องเข้าใจกัน ลูกก็ต้องเปิดใจว่าบางทีพ่อแม่ก็มีเหตุผลนะ ส่วนฝั่งพ่อแม่ก็ต้องเข้าใจลูกคุณบ้างว่าเป็นช่วงวัยรุ่น เหมือนตอนที่คุณก็เคยเป็นวัยรุ่น แต่ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเพราะลูกเข้าไปอยู่ในโซเชียล ก็ต้องเข้าใจลูกมากขึ้นว่าเพื่อนเขาเป็นอย่างนี้ ลูกจะโพสต์อะไรก็มักจะบ่นลงไปในโซเชียลอยู่แล้ว แต่พ่อแม่ก็จะกลัวเกินเหตุว่าใครจะมามองลูกเราไม่ดีหรือเปล่า บางครั้งการคอมเมนต์ของเขาอาจจะไม่รู้ว่าทำให้ลูกอาย แต่เขาไม่เข้าใจธรรมชาติของโซเชียล ฉันจะเตือนลูก มันเหมือนต้องเปิดใจเข้าใจลูกคุณนิดนึงว่าโลกโซเชียลของลูกเป็นแบบนี้ หรือถ้าอยากเตือนจริง ๆ เตือนต่อหน้ากันก็ได้  

คุณนิค : จริง ๆ อยากให้ค่อย ๆ เรียนรู้ธรรมชาติในการใช้โซเชียล มีเดียของกันและกัน ลูกก็ต้องเข้าใจธรรมชาติในการเล่นโซเชียล มีเดีย ของพ่อแม่ด้วยนะ จะได้ช่วยบอกเขาว่ามันน่าจะเล่นอย่างนี้ไหม พ่อแม่ก็ต้องเรียนรู้ธรรมชาติของลูกด้วยว่าโซเชียล มีเดีย กับวัยรุ่นมันเป็นยังไง อย่างใน Line สมมุติพ่อแม่ชอบส่งแต่อะไรที่เราไม่ชอบมา เราก็แค่บอกเขาไปตรง ๆ ว่าเราไม่ชอบ และบอกว่าชอบอะไร เช่น เราชอบดูคลิปสุนัขน่ารัก ๆ ก็บอกเขาไป คราวหลังเขาจะได้ส่งมา ซึ่งพ่อแม่หามาส่งแน่นอน เพราะจุดประสงค์ของพ่อแม่คืออยากจะส่งเรื่องราวดี ๆ ให้ลูก แต่ไม่รู้ว่าเรื่องราวดี ๆ ของลูกหรือที่ลูกสนใจนั้นคืออะไร

สุดท้ายแล้วข้อสอบก็เป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ทั้งฝ่ายพ่อแม่ และลูก เข้าใจความคิดและเหตุผลในการเล่นโซเชียล มีเดียของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการเปิดใจพูดคุยกัน อธิบายสิ่งที่ค้างคาใจของกันและกัน ช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ของครอบครัวในโซเชียล มีเดีย ถึงจะหายไปและทำให้เราใกล้กันมากขึ้น

ติดตามเรื่องราวดี ๆ ของความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ที่ https://www.facebook.com/sarnrak.ais/