เรื่องราวของ มินิ ต้องย้อนกลับไปในช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1920 เศรษฐกิจในอังกฤษย่ำแย่ ผู้คนไม่สามารถซื้อรถขนาดใหญ่ ที่มีราคาแพงได้ Austin และ Morris สองบริษัทรถยนต์จึงรวมตัวกันตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า British Motor Corporation (BMC) เพื่อสร้างรถที่ตอบโจทย์ผู้คน

โดยรถยนต์ Austin Seven และ Morris Minor จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองคนในยุคนั้น ที่ต้องการรถที่ขนาดไม่ใหญ่ และราคาไม่แพง ซึ่งรถทั้งสองรุ่นนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

 

แต่ Alec Issigonis หนึ่งในทีมวิศวกรของ Morris Minor ไม่หยุดแค่นั้น เขาและทีมวิศวกรคิดค้นวิธีการวางเครื่องยนต์แนวขวาง ซึ่งช่วยให้ห้องโดยสารกว้างขึ้น และควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย รถมินิคันแรกจึงถือกำเนิดขึ้น ในปี 1959 โดยใช้ชื่อว่า Austin Seven 850 Deluxe หรือที่เรียกกันติดปากว่า Austin Mini

 

ในปีนั้นเอง BMC ผลิต Austin Mini ได้ 20,000 คัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด เพราะด้วยราคาไม่ถึง 790 ดอลลาร์สหรัฐ Austin Mini จึงชนะทั้งด้านสมรรถนะ การดีไซน์ และราคา … ภายในปี 1962 รถมินิก็ถูกผลิตออกไปถึง 200,000 คัน

 

 

ในยุคปี 1960 BMC ได้ส่งรถมินิเข้าแข่งขันแรลลี่ เพราะการแข่งขันมีสปอนเซอร์ มีโฆษณามากมาย ถึงแม้ว่ารถมินิจะทำได้ดีในการเข้าโค้งและเกาะถนน แต่เมื่อเทียบรถแข่งอื่นๆ เครื่องยนต์ของมินิยังสู้ไม่ไหว และจากตรงนั้นเอง โชคชะตาของ MINI และ Cooper ก็มาบรรจบกัน

John Cooper ซึ่งเป็นเพื่อนของ Alec Issigonis มองเห็นโอกาสในรถมินิ จึงโน้มน้าวให้ BMC จ้างเขาในการทำรถมินิ เพื่อใช้ในการแข่งขันขึ้น ซึ่ง BMC ก็ตอบตกลง เพราะ John Cooper เป็นคนที่มีฝีมือ และทีมของ John Cooper ก็เคยชนะการแข่งขัน ‘World Driving Championship’

โดยในปี 1964 ผลงานของ John Cooper ก็ปรากฏสู่สาธารณะ ในชื่อรุ่นว่า MINI Cooper S ใช้เครื่องยนต์ 70 แรงม้า ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า ด้วยความเชี่ยวชาญในการแข่งรถของ John Cooper และการออกแบบของ Alec Issigonis รถยนต์ MINI Cooper S สามารถคว้าชัยชนะในรายการ Monte Carlo ปี 1964 ไปครอง รวมไปถึงปี 1965 และ ปี 1967 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการรถแข่ง และชื่อของ MINI ก็โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่นั้นมา

 

ไปดูวิวัฒนาการของ MINI ตั้งแต่ ปี 1959 กัน

 

หากคุณไล่ดูรถมินิทุกรุ่น คุณจะสังเกตเห็น สัญลักษณ์ของมินิที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้ากลม หลังคากับหน้าต่างที่ขนานกันเป็นแนวตรงยาว และรายละเอียดอีกยิบย่อยที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และในปี 2017 นี้ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้พบกับ..

รถยนต์ที่จะปลุกความสนุกในการขับขี่ของคุณอีกครั้ง

MINI 5-Door Hatch และ MINI 3-Door Hatch

 

การออกแบบ

1.เรียบ หรู และคงความเป็น มินิ : ถึงแม้ว่า มินิ จะเปลี่ยนผู้ผลิตมาตั้งแต่ BMC เป็น Rover Group และปัจจุบันเป็น BMW แต่การออกแบบของรถมินิ ยังคงอยู่เหนือการเวลา

2.Toggle Switch สไตล์รถแข่ง : การเดินทางจะดีหรือไม่ เริ่มนับตั้งแต่ตอนสตาร์ทรถ ด้วย Toggle Switch สไตล์รถแข่ง การขับรถมินิคันนี้เที่ยวในเมือง ก็ให้อารมณ์เหมือนขับรถแข่งในสนาม

 

3.ภายในสไตล์ Glow-Kart สวยล้ำด้วยไฟ LED เลือกเฉดสีได้ : การตกแต่งด้วยไฟ LED เป็นการผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยในยุคปัจจุบัน กับ ดีไซน์แบบ Classic British

 

ความปลอดภัย

1.Advanced Braking : เทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณควบคุมรถได้สมบูรณ์แบบ เบรก Anti-Lock รุ่นล่าสุดช่วยให้หยุดรถได้รวดเร็วในพื้นผิวที่ลื่น ,Electronic Breakforce Distribution (EBD) กระจายแรงเบรกในทุกล้อ และ  Corner Braking Control (CBC) ช่วยให้เลี้ยวรถในโค้งแคบๆ ได้เนียนยิ่งขึ้น

 

2.Runflat Tyres : เมื่อยางแตก รถของคุณจะไม่เกิดอาการเสียหลัก และพลิกคว่ำ ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ล้อรถสามารถขับต่อไปได้แม้ยางแบน ด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

3.Split-Second Airbags : เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมนิรภัยจะพุ่งออกมากางเป็นเกราะล้อมรอบผู้โดยสาร

 


แผงควบคุม Mini Centre Instrument

คือศูนย์รวบรวมเทคโนโลยี และบริการออนไลน์ต่างๆ ไว้ด้วยกัน อย่างเช่น MINI Connected ที่เชื่อมมือถือกับรถไว้ด้วยกัน ทำให้จัดการทั้งโทรศัพท์ วิทยุ หรือแผนที่ ได้อย่างง่ายดาย

 

หากคุณกำลังมองหารถ ที่ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะ แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่จะเติมเต็มความรู้สนุกในการขับขี่ของคุณ MINI 3-Door Hatch และ MINI 5-Door Hatch คือรถยนต์ที่คุณกำลังมองหา

 

สัมผัสเรื่องราวของ MINI ได้ทาง Website และ Facebook