ในยุคที่เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและการสื่อสาร

แต่…เมื่อคิดไอเดียแล้วเทคโนโลยีทำได้ไหม?

เป็นคำถามที่ ครีเอทีฟที่คิดงานดิจิทัลทุกคนประสบพบเจอ และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการถามเพื่อนข้าง หรือแม้แต่ถาม Google เพื่อหาไอเดียที่คิดว่าเกิดขึ้นที่ไหน และมีใครยอมรับทำไอเดียให้เกิดเป็นความจริงได้บ้าง

และเมื่อไอเดียนี้ได้เสนอกับลูกค้า ต้องพบกับปัญหาทางทฤษฎีดูแล้วน้าจะทำได้ แต่พอเอาเข้าจริงทำได้แต่ไม่ 100% หรือการสื่อสารระหว่างครีเอทีฟ ลูกค้า และผู้สานต่อไอเดียให้เกิดขึ้นจริง เข้าใจไม่ตรงกัน จนเกิดการสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลอุทิศให้กับงานที่ไม่ซักเซสเท่าไร

แล้วจะทำอย่างไรดีหละ

เกียรติยศ พานิชปรีชา แห่ง Bit.Studio บริษัท Creative Technology ผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญที่ใช้สื่อ Interactive ในรูปแบบต่างๆ ที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับคนได้อย่างน่าสนใจ ได้แชร์ถึง 5 แนวทางในการสร้าง Creative Digital ให้ประสบความสำเร็จบนเส้นทางของไอเดีย ที่ผสมผสานเทคโนโลยีบน Business object ของลูกค้า ในงาน DAAT Day 2017 อย่างน่าสนใจ

 

1.Concept / Execution / Objective

ไอเดียส่วนใหญ่ของ Creative ในประเทศไทยจะนำ Content และ Execution มารวมกันเสมอ เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่จะแยก Concept, Execution และ Objective ออกจากกันโดยสิ้นเชิง

เกียรติยศ แนะนำว่าควรเริ่มจากการคิด Concept ก่อน และมาคิด Execution ต่อยอด Concept ซึ่ง Execution นี้สามารถมีได้หลาย Executionใน 1 งาน เพื่อตอบโจทย์ Objective ของลูกค้า ใน Concept ที่คิดไว้

 

2.Work together, Think Together, Decide Together

คิดรวมกันระหว่าง ลูกค้า Creative และเทคโนโลยี ส่วนใหญ่แล้ว การทำงานทั้ง 3 ส่วนนี้จะแยกออกจากกัน ถ้านำมาทำงานร่วมกัน พูดคุยและปรึกษากันสม่ำเสมอ จะเกิดความแข็งแกร่งในงานมากขึ้น เช่นการคิดงานของ Creative ลูกค้าจะตอบได้ว่าตรงกับ Objective ไหม ส่วนทีม Innovation จะเป็นผู้ฟันธงว่าไอเดียที่ตอบโจทย์ลูกค้าทำได้หรือไม่

 

3.Prototyping & Multiple iterations

Walt Disney ที่มีแนวความคิดว่าไอเดียที่เพอร์เฟค จะมาจากไอเดียที่ขัดเกลามาแล้วถึง 10 เพราะไอเดียแรกไม่ใช่ไอเดียที่ดีที่สุด

งาน Innovation ทำได้หรือไม่ต้องอยู่ที่การลองทำ การลองทำ Prototype ขนาดย่อมๆ เพื่อยืนยัน Execution ที่คิดมาว่าทำได้จริง และตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือไม่

ในต่างประเทศมองการทำ Prototype มีความจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยลูกค้าไม่เสียเงินเปล่ากับการนำเงินก้อนไปทุ่มกับการทำโปรเจคจริง ถ้าโปรเจคที่คิดไว้ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ และยังเป็นการต่อยอดไอเดียเพิ่มเติมจากที่เรียนรู้ในงาน Prototype ได้อีกมากมาย

 

4.Time & Budget

งาน Innovation ต้องใช้เวลา เพราะ Creative Technology ไม่เท่ากับ Traditional Product

ทางที่ดีควรแบ่งงบประมาณ และเวลา ออกมา 30% และซอยย่อยเป็น 10-10-10 ทำ Prototype 3 ชิ้น เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ว่า Prototype ไหนเวิร์คสุด ก่อนทำเป็นโปรเจคจริง และถ้าทั้ง 3 Prototype ไม่เวิร์คสักอัน สามารถพับเก็บได้และเสียงบประมาณเพียง 30% ไม่ใช่ 100%

 

5.Keep Up With Technology Trends

เทคโนโลยีเปลี่ยน ถ้าไม่ศึกษาเทรนด์ก็คงจะไม่งาม เทรนด์ที่เกียรติยศคาดการณ์จะได้ไปต่อในปีนี้คือ AI Machine Learning AR และ VR

AI และ Machine Learning ถูกนำมาใช้กับวงการโฆษณามาก ในรูปแบบการสอนให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และแยกแยะเหมือนคน ที่สามารถสอนให้เรียนรู้ได้ทุกรูปแบบ และตีความหมายว่าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น คำพูด Text วิดีโอ ภาพถ่าย พบมากในรูปแบบ Chat Bot หรือการเดารูปถ่ายที่ถ่ายมามี Subject อะไรอยู่ในนั้น และส่วนใหญ่แล้วจะทำควบคู่ไปกับ Big Data

AR เป็นเทคโนโลยีที่มีมานาน 4 ปีที่ผ่านมา AR จะถูกนำมา แมชต์กับ Maker ที่เป็นภาพ เพื่อแสดงผล เช่น แคมเปญ CR-V ที่ให้ถ่ายภาพทะเบียนรถอะไรก็ได้ เพื่อเปลี่ยนรถคันนั้นเป็น Honda CR-V โดย Maker คือทะเบียนรถ ซึ่งจุดอ่อนของการมี Marker เป็นภาพที่กำหนดคือ ถ้ากล้องหลุดจาก Maker ที่จับ AR จะไม่ทำงานทันที เช่นเมื่อเดินออกจากหน้ารถ ไปข้างรถ AR จะใช้งานไม่ได้ 

ส่วนในอนาคตเทคโนโลยี AR จะไม่พึ่ง Maker อีกต่อไป แต่จะใช้ทุกอย่างเป็น Marker แทน โดยวิเคราะห์ลักษณะต่างๆ ที่อยู่ในภาพ เช่นถ่ายภาพห้องรับแขกมาประมวลผลและส่งภาพ AR ออกมา จุดเด่นคือสามารถเคลื่อนไหวไปที่ไหนก็ได้ตามใจต้องการ ซึ่งนักการตลาดสามารถมาประยุกต์ใช้กับการตลาดที่หลากหลายขึ้น

VR เทคโนโลยีมีมานานหลายปี แต่เพิ่งมาฮิตไม่นานมานี้ และนับจากนี้ VR จะฮิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะผู้สร้าง User Experience ให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

เทคโนโลยี VR ในวันนี้มี 2 แพลตฟอร์มหลักคือ 1 มือถือ ที่มีข้อดีคือไม่มีสายต่อเชื่อมให้รกรุงรัง เคลื่อนย้ายสะดวก แต่ภาพแสดงผลไม่คมชัด เมื่อเทียบกับ 2.คอมพิวเตอร์ ที่มีข้อดีคือหน้าจอใหญ่ แสดงผลภาพคมชัด แต่ผู้ใส่ไม่สามารถเดินไปมาได้สะดวก

และแสดงผ่านคอนเทนต์ 2 รูปแบบได้แก่ 3D Content ที่มีต้นทุนการผลิตสูง จะเข้าถึงคอนเทนต์ได้ทุกมุมมอง และ Media 360 องศา มีต้นทุนการผลิตที่ถูก แต่ไม่สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้เฉพาะมุมที่ภาพถ่ายไว้เท่านั้น

แต่ข้อจำกัดของ VR คือการเล่นคนเดียว เห็นคนเดียว สนุกคนเดียว เกิดไวรัลได้ยาก ถ้าไม่สามารถแชร์สิ่งที่เห็นให้คนอื่นรู้ได้

 ทางออกคือนำภาพที่เห็นใน VR มาแชร์ให้ผู้อื่นเห็นในรูปแบบต่างๆ เช่นใช้กล้องจับภาพท่าทางที่ผู้ใส่ VR มาสวมกับภาพใน VR ที่เห็นเป็นภาพถ่ายหรือวิดีโอเพื่อแชร์ให้ผู้อื่นเห็นตามนั้นด้วย หรือแม้แต่การพัฒนาร่วมกับ AR ทำแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนที่ซิงค์ไปกับคอนเทนต์ใน VR ให้ผู้ที่อยู่รอบข้างได้เห็นตาม และสิ่งเหล่านี้สามารถปรับมาใช้กับวงการอื่นๆ ได้ เช่นอสังหา ที่พนักงานขายอสังหาสามารถเห็นตามที่ลูกค้าเห็นใน VR และอธิบายรายละเอียดตาม เป็นต้น

แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาเสริมให้การตลาดดิจิทัลมีความน่าสนใจขึ้น แต่เทคโนโลยีก็เป็นได้เป็น Tool เท่านั้น ขึ้นอยู่กับไอเดียที่จะนำไปประยุกต์ใช้มากกว่า