ทำไมเซเว่นฯ ถึงต้องมีหลายสาขา.. บางสาขาใหม่นี่แทบจะติดกันเลย..หรือ CP All ตั้งใจมาแย่งลูกค้าจากผู้ร่วมทำธุรกิจร้านเดิม (Store Partner)

นี่เป็นสารพัดคำถามที่หลายคนหัวร้อนต่อๆกันโดยที่ไม่ได้รับฟังคำชี้แจงจากคู่กรณีทั้งหมด

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปรียบเสมือนอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นดี สามารถทำลายสิ่งที่เราทำมาทั้งชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที ดังนั้นควรอย่างยิ่งที่จะเปิดใจหลายๆข้างก่อน อย่างกรณีนี้แอดมินเองก็เคยได้ยินคนพูดประมาณนี้เหมือนกัน และก็ฟังคำอธิบายจากผู้บริหารเองก็บ่อยครั้ง แต่ก็อย่างว่า ถ้าฟังจากผู้บริหารเซเว่นฯเอง ร้อยทั้งร้อยเราก็ไม่อยากจะเชื่อสนิทใจเท่าไร

วันนี้มีโอกาสได้ฟังจากปากของ บุญมี บุญยิ่งสถิต หรือ “เฮียมิ้ง” คู่ค้าธุรกิจคนหนึ่งของเซเว่นฯ ต้องบอกว่าแกเป็นผู้ร่วมทำธุรกิจร้านเซเว่นฯเจ้าแรกในประเทศไทย เรียกว่าเป็นรุ่นเก๋าตั้งแต่ยุคเซเว่นฯบุกเบิกทำ Store Partner ก่อนที่เซเว่นฯจะกลายเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดคอนวีเนียนสโตร์เมืองไทย

“ย้อนความไป 26 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นผมเริ่มจากการทำร้านโชห่วยอยู่แล้ว ย่านเพชรบุรีซอย 5 หลังจากนั้นจะมีร้านมินิมาร์ทมาเปิดใกล้ๆ บ้านเรา  คราวนี้ผมเห็นรูปแบบร้านเขาจัดเรียงสินค้าได้สวย เราก็ประทับใจ บังเอิญมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนหาทำเลเปิดร้านเซเว่นฯ เข้ามาติดต่อเรา ผมเลยคุยกับทางเจ้าหน้าที่ว่า เปิดโอกาสให้คนนอกเขามาร่วมทำหรือยัง เขาบอก ถ้าเฮียสนใจ เฮียจะได้เป็นคนแรกที่เข้ามาทำ”

 

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจร้านเซเว่นฯ อีเลฟเว่น ตอนเริ่มทำเฮียมิ้งช่วยกันทำกับภรรยาคู่ชีวิตกัน2 คน เฮียมิ้งยอมรับว่าเหนื่อย แต่เป็นความเหนื่อยที่สนุก สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้อยู่ในการแข่งขันบนโลกยุคใหม่ ซึ่งกว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้นั้นผ่านความอุตสาหะวิริยะมากมาย เรียกว่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วไม่ได้ ซึ่งความสำเร็จเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นบทเรียนเรื่องเล่าที่สอนคนรุ่นหลังในการทำธุรกิจให้เติบโตระยะยาว

“เอาจริงๆตอนนั้นผมไม่กล้าบอกใครเลยนะว่ามาทำเซเว่นฯ คือถ้าญาติหรือเพื่อนรู้นี่โดนด่าแน่ เอาเงินให้เค้าทำไมเป็นล้าน ขายของได้กำไรก็ต้องแบ่งให้เขา แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดดีแล้วว่า เราเป็นร้านโชห่วย วันนั้นห้างทันสมัยต่างๆก็เริ่มเข้ามามากขึ้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว นำเทคโนโลยีการจัดการทันสมัยมาใช้ ซึ่งเซเว่นฯคือคำตอบ”

ก่อนเปิดสาขา เฮียมิ้งก็เหมือนได้กลับเป็นนักเรียนนักศึกษาอีกครั้ง ต้องไปเรียนหนังสือ ไปอบรมเป็นเดือน บนโต๊ะมีผู้บริหารเกือบสิบคนล้อมรอบ รุมสอนคนๆเดียว เรียกได้ว่าประคบประหงมเต็มที่

 

“สิ่งที่เห็นคือความตั้งใจของเซเว่นฯที่ตั้งใจช่วยผู้ร่วมทำธุรกิจร้านจริงๆ ตอนผมเปิดสาขาแรกผู้บริหารก็ผลัดกันมาแวะเวียน มาคุย มาติวเข้ม บางครั้งก็แอบมาส่องสาขาผมบ่อยมาก คือทุกคนก็ตั้งใจกับผม เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยกันพัฒนาให้เราสามารถเติบโตได้”

พอเปิดร้านสาขาแรก รหัสสาขา 0028  เฮียมิ้งยังไม่คิดที่จะขยายธุรกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเจ้าหน้าที่ของเซเว่นฯ ก็หาทำเลใกล้กับสาขาที่ 1 บอกว่าสามารถเปิดร้านเซเว่นฯได้อีกสาขาหนึ่ง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า จึงเกิดเป็นร้านเซเว่นฯ สาขาที่ 2 ขึ้นคือรหัสสาขา 0791 ซึ่งทำเลห่างจากสาขาเดิมแค่ 8 คูหา!

“เปิดร้านใหม่ๆ  ผลกระทบก็คือลูกค้าหายไป แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไป ด้วยชุมชนที่หนาแน่นขึ้น ทำให้สาขา 1 กับสาขา 2  มีลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วยตัวของมันเอง หลังจากที่ร้านสาขาที่ 1  กับสาขาที่ 2 ลงตัวแล้ว ก็เลยเกิดสาขาที่ 3 ตามมาด้วยสาขาที่ 4 สาขาที่ 5”

 

หลังจากผ่านมา 26 ปี ทุกอย่างเริ่มลงตัว เฮียมิ้งจึงวางมือ และปล่อยให้ลูกชายบริหารงานร้านแทน งานหลักของเฮียคืออยู่กับแม่แล้วก็พาแฟนไปเที่ยว ไปรับหลานกลับจากโรงเรียน พาไปหัดว่ายน้ำบ้าง ขี่จักรยานบ้าง

“จริงๆ การทำร้านเซเว่นฯซึ่งอยู่ใกล้กัน ข้อดีก็คือผมไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ได้อยู่กับหลานมากขึ้น ผมมีความสุขครับที่ได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับแม่ได้ดูแลเขามากขึ้นใกล้ชิดขึ้น”

เพราะความสุขที่แท้จริง คือการได้ใช้ชีวิตให้เวลาอยู่กับครอบครัว นี่คือรางวัลแห่งความสำเร็จที่เฮียมิ้งบอกกับเรา

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของคนที่ทำธุรกิจเซเว่นฯที่ประสบความสำเร็จ และไม่ได้มีแค่คนเดียวเท่านั้น จาก 26 ปีในวันนั้น มาจนถึงวันนี้ ยังมีอีกหลายคนจากธุรกิจเซเว่นฯที่สามารถส่งลูกหลานจบการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวในบ้านเกิด ได้สร้างผู้ประกอบการท้องถิ่นรายย่อยให้เกิดขึ้นมากมายได้เปลี่ยนชีวิตจากลูกจ้างเป็นนายจ้างที่มีความมั่นคงมากขึ้น

อย่างไรก็ตามอย่างที่เฮียมิ้งเล่า ว่าความสำเร็จทุกวันนี้ไม่ใช่จ่ายเงินลงทุนแล้วได้มาเลย แต่ต้องมีการเรียนรู้ มีการพัฒนาต่อเนื่อง ดังเช่นตลอด26 ปีที่เฮียแกต้องพบปัญหา และหาทางแก้มาตลอด ซึ่งนั่นเป็นหนทางของนักธุรกิจไม่ว่าธุรกิจใดๆก็ตาม แต่ถ้าไม่ท้อก็ย่อมหาทางผ่านไปได้ ที่สำคัญคือการมีพาร์ตเนอร์อย่างเซเว่นฯที่พร้อมให้ความรู้ช่วยเหลือทั้งความรู้และด้านเทคนิค ที่ผู้บริหารเซเว่นฯบอกอยู่เสมอ “ร่วมหัวจมท้าย ไม่ทิ้งกัน”

 

3 ประเด็นยอดฮิตที่ผู้บริโภคถาม เซเว่นฯตอบ

  • ทำไมเซเว่นฯ ถึงต้องมีหลายสาขา และบางสาขาก็อยู่ใกล้กัน?
    เนื่องจากแต่ละสาขาจะมีการประมาณการจำนวนลูกค้าที่ร้านสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป  พื้นที่นั้นอาจจะมีความเจริญมากขึ้น ชุมชนเติบโตขึ้น จำนวนลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้การบริการของสาขาเดิมไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า จึงจำเป็นต้องเปิดร้านใหม่เพื่อช่วยรองรับลูกค้าด้วยบริการที่สะดวกสบายและรวดเร็ว
  • เปิดแข่งพาร์ตเนอร์หรือไม่?ก่อนจะเปิดสาขาใหม่ใกล้เคียงกับสาขาเดิม บริษัทฯ จะให้สิทธิ Store Partner เจ้าเดิมพิจารณาถึงความพร้อมในการขยายสาขาใหม่ ถ้าพร้อม Store Partner ก็สามารถใช้สิทธิบริหารร้านใหม่ได้เลย แต่ถ้ายังไม่พร้อม บริษัทฯจะเปิดร้านรอไว้ เพื่อรอให้ Store Partner มาโอนไปในอนาคตเมื่อพร้อม ซึ่งในระหว่างนั้นบริษัทฯ ก็จะมีการประกันรายได้สาขาเดิมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ และยังเข้าใจผิดคิดว่า บริษัทไปเปิดสาขาแข่งกับ Store Partner
  • ยึดกิจการของ Store partner?
    มีบางคนสงสัยว่า เมื่อ Store Partner ทำธุรกิจร้านเซเว่นฯจนเติบโตดีแล้ว บริษัทกลับยึดกิจการของ Store Partner มาเป็นของบริษัทฯ ซึ่งเซเว่นฯตอบว่าไม่เป็นความจริง เพราะเป้าหมายสำคัญของบริษัทฯ คือต้องการทำให้ Store Partner สามารถขยายร้านได้ และเติบโตในทำเลของตนเอง นี่คือสิ่งที่บริษัทฯ มอบให้ Store Partner ทุกคน หลายคนสามารถส่งลูกหลานจบการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวในบ้านเกิด ได้สร้างผู้ประกอบการท้องถิ่นรายย่อยให้เกิดขึ้นมากมายได้เปลี่ยนชีวิตจากลูกจ้างเป็นนายจ้างที่มีความมั่นคงมากขึ้น

 

ประเด็นน่าสนใจและข้อเท็จจริงอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบคือ สัดส่วนของร้านเซเว่นฯ ในประเทศไทย แบ่งเป็นร้านของ Store Partner จำนวน 5,545 สาขา คิดเป็น 55%  ส่วนร้านบริษัทหรือบริษัทบริหารเองนั้นจำนวน 4,508 สาขา หรือคิดเป็น 45%

ซึ่งตัวเลขนี้คงบอกได้ว่าเซเว่นฯยังให้น้ำหนักกับ ผู้ร่วมลงทุนหรือ Store Partner เป็นสัดส่วนใหญ่ และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี