ปี 2560 เป็นปีครบรอบ 20 ปี ของวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย และบริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน) คือบริษัทหนึ่งที่เจอกับพิษของต้มยำกุ้งในครั้งนั้นไปเต็มๆ

จากตัวเลขขาดทุนเกือบ 1,000 ล้านบาทในปี 2540 กลายเป็นยอดขายได้ถึง 23,491 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 4,887 ล้านบาทในปี 2559

ติดอันดับ Top 5 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้กำไรสุทธิสูงสุดในปีที่ผ่านมา ( 5 อันดับแรกคือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์-พฤกษา-ศุภาลัย-แสนสิริ-ควอลิตี้เฮ้าส์)

ศุภาลัยทำอย่างไรถึงสามารถอยู่รอด เติบโต ยั่งยืนมาได้จนถึงทุกวันนี้

เรื่องราวครั้งนี้ถูกเล่าย้อนอดีตผ่าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการวัย 38 ปีลูกชายประทีป ตั้งมติธรรม ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

อดีต คือบทเรียนราคาแพง

ในช่วงเวลานั้นไตรเตชะมีอายุเพียง 18-19 ปี แม้ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกอบกู้บริษัทร่วมกับผู้เป็นพ่อในช่วงแรกๆ แต่เรื่องราวทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดมาเพื่อเป็นบทเรียนให้เขาและพนักงานรุ่นหลังที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโต ได้ระวังตัวและทำธุรกิจด้วยความรอบคอบมากขึ้น

ถึงไม่ได้มีส่วนในเรื่องธุรกิจ แต่พิษของต้มยำกุ้งก็ได้กระหน่ำซัดชีวิตเขาเต็ม ๆ และ ต้องช่วยตัวเองฝ่าวิกฤติเพื่อให้ยืนหยัดได้ตามลำพัง

 

 ปี 2540 ไตรเตชะกำลังศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1ที่ประเทศออสเตรเลีย และในวันหนึ่ง อัจรา ตั้งมติธรรม ผู้เป็นแม่ก็โทรมาบอกว่าให้กลับไปเรียนต่อที่เมืองไทยเพราะที่บ้านส่งต่อไม่ไหว  

เป็นปีที่ลูกนักธุรกิจหลายคนที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศเจอกับปัญหานี้ แต่ผมไม่อยากกลับเพราะก่อนหน้านั้นเป็นเด็กเกเรนิดหน่อย พอเริ่มตั้งใจเรียนก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย อันดับต้นๆของออสเตรเลียได้ เลยไม่อยากมาเจอวังวนเดิมๆที่เมืองไทยอีก”

เมื่อไม่กลับก็ต้องหางานทำด้วยการไปเป็นลูกจ้างร้านอาหารไทย และรับทำงานอะไรก็ได้ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้เงินเข้ามาจ่ายค่าเทอม ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

“ผมพูดได้เลยว่า เงินก้อนสุดท้ายที่คุณพ่อคุณแม่ให้มาก็คือค่าเทอมปี 1 เทอมแรกที่ออสเตรเลีย หลังจากนั้นผมทำงานส่งตัวเองเรียนมาตลอด”

เป็นเรื่องเล่าที่เขาภาคภูมิใจ หลังจากนั้นก็คว้า ปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์และการตลาดจาก มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ก่อนกลับมาต่อปริญญาโทจากศศินทร์

 หลังวิกฤติ ไม่ Aggressive  แต่ไม่ Conservative

ไตรเตชะ กลับเข้ามาช่วยบริษัททำงานอย่างจริงจังเมื่อปี 2544 นโยบายการทำธุรกิจหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ของศุภาลัยคือไม่ aggressiveเหมือนเดิม ระวังตัวและเดินทางสายกลางมากขึ้น ดูแลในเรื่องความเสี่ยงมากขึ้น

กลยุทธ์ใหม่ที่สำคัญครั้งนี้คือต้องคิดต่างจากผู้เล่นรายอื่นๆในตลาด และต้องคิดให้เร็วทำให้เร็ว  ดังนั้นศุภาลัยจึงเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆที่พัฒนาคอนโดมิเนียมริมทางรถไฟฟ้า และรถใต้ดินเกือบทุกสาย ในขณะที่เจ้าอื่นๆ เริ่มมาจับตลาดคอนโดแนวรถไฟฟ้าในปี 2549-2550

การเป็นผู้ที่มาก่อนและสะสมประสบการณ์ในเรื่องคอนโดมิเนียมอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนมา ซื้อคอนโดริมรถไฟฟ้าเพื่อความสะดวกมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศุภาลัยแข็งแกร่งเร็วขึ้น พร้อมๆกับเริ่มไปพัฒนาที่อยู่อาศัยไปในต่างจังหวัดด้วย

 หาตลาดใหม่ในภูธร

เป็นการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจอย่างดีมาก ๆด้วยเหตุผลที่ว่า ประมาณปี 2552-2553 ธุรกิจในหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว การคมนาคมสะดวกขึ้น เที่ยวบินในหลายเมืองหลักขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเอสเอ็มอีของคนรุ่นใหม่ก็เพิ่มขึ้น การลงไปทำโครงการในจังหวัดใหญ่ๆเลยมีมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ปีโดยโฟกัสกลุ่มเรียลดีมานด์ของคนในท้องถิ่นนั้นๆ และคนในจังหวัดใกล้เคียงซึ่งเข้าไปทำงานเป็นหลัก

ในขณะที่แบรนด์ใหญ่ๆ ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังคงยึดทำเลการแข่งขันในตลาดกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นหลัก

ปัจจุบัน 29 % ของพอร์ตรายได้ มาจากต่างจังหวัด และ3 จังหวัดที่ทำยอดขายมากที่สุดในตอนนนี้คือ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต ส่วนโครงการที่ศุภาลัย ดำเนินการอยู่แล้ว ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง อุบลราชธานี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช และกำลังเปิดใหม่ในปีนี้ที่เชียงราย

กระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศ

  กลางปี 2556 ศุภาลัยได้เข้าไปซื้อ Petron Mega plaza อาคารสำนักงานระดับเกรดเอ ที่ย่าน Mekati ใจกลางกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในราคา 1.17 พันล้านบาท เป็นอาคารสร้างแล้วเสร็จพร้อมผู้เช่าพื้นที่สำนักงานคิดเป็นอัตราเช่าประมาณ 75% ในขณะนั้น ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ได้ทันทีจากค่าเช่า

หลังจากนั้นได้ไปร่วมลงทุนกับพาร์ทเนอร์ ในเมือง Melbourne และเมือง Geelong รัฐ Victoria ประเทศ Australia รวม 4 โครงการ มูลค่าโครงการมากกว่า 20,000 ล้านบาทเป็นโครงการบ้านพักริมทะเล จำนวน 1 โครงการ และโครงการจัดสรรที่ดิน จำนวน 3โครงการ

 

ไตรเตชะ กล่าวว่า การลงทุนในต่างประเทศนอกจากได้เม็ดเงินกำไรกลับมาแล้วสิ่งหนึ่งที่บริษัทได้มาคือ ความรู้ใหม่ๆที่สามารถนำมาปรับใช้กับโครงการในเมืองไทย

ในขณะเดียวกันการไปลงทุนกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ๆในประเทศ ออสเตรเลีย ซึ่งมีการควบคุมในเรื่องธรรมาภิบาลสูงมาก ดังนั้นไม่ต้องกลัว เรื่องการโดนโกง ทำให้มั่นใจกว่าไปลงทุนในบางประเทศของอาเซียน

มีข้อเสนอดีๆให้เราไปร่วมลงทุนในเมียนมาและกัมพูชา แต่ต้องดูในเรื่องความเสี่ยงหลายๆด้านถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ก็ไม่ไป อีกอย่างประเทศจีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่นเขาก็เข้าไปเยอะแล้ว ราคาที่ดินก็ไม่ได้ถูก ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าทำในเมืองไทยง่ายและความเสี่ยงน้อยกว่า อย่างที่เมียนมาผมดูมา 7 8 ปี แล้วยังไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย”

เขาบอกว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่ local brand ทางด้านที่อยู่อาศัยแข็งแรงมาก เหมือนเมืองไทย

ในเมืองไทยคนไม่ได้ให้คุณค่าแบรนด์ต่างชาติเหมือนให้กับแบรนด์ศุภาลัย, แลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือแสนสิริ อาจเป็นเพราะบ้านเราหลายแบรนด์มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมานาน และมีความเข้มแข็งจากการที่ได้ผ่านวิกฤติต่าง ๆ มาหลายรอบทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ”

  ที่ดิน” ต้นทุนสำคัญการซื้อต้อง “ปัง”

ต้นทุนประมาณครึ่งหนึ่งของการทำโครงการที่อยู่อาศัยมาจากที่ดิน เทคนิคต่างๆ ในการบริหารจัดการในเรื่องที่ดิน จึงอาจจะสำคัญกว่าการซื้อนวัตกรรมต่างๆทางด้านการก่อสร้างเพื่อมาลดต้นทุนด้วยซ้ำ

ดังนั้นการซื้อที่ดินต้องคิดมากกว่าเดิมไม่ใช่เพียงแค่เป็นที่ดินแปลงสวย ติดถนน มีรถไฟฟ้าตัดผ่าน แล้วรีบซื้อเก็บ

ที่ดินทุกแปลงก่อนที่จะซื้อต้องส่งต่อให้บอร์ดอนุมัติ โดยมีแผนและรูปแบบโครงการชัดเจนว่าจะสร้างเป็นอะไร หน้าตาแบบไหน มีพื้นที่ขายกี่ตารางเมตร จะขายในราคาเท่าไหร่ คู่แข่งขายราคาเท่าไหร่ ต้องวิเคราะห์ลึกซึ้งกว่าเมื่อก่อนมาก”

ดังนั้นจากนี้ไปการเติบโตของศุภาลัย ที่ต้องระวังมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะทำโครงการน้อยลง แต่อาจจะทำมากขึ้นด้วยซ้ำ เช่นงบประมาณในการซื้อที่ดินเมื่อปี 2555 ใช้ไป 3,500 ล้านบาท แต่ในปี 2560 นี้ตั้งงบไว้ถึง 8,000 ล้านบาท และในปีนี้บริษัทยังมีแผนเปิดตัวโครงการทั้งหมด 27 โครงการ มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดบริษัทมา

ในครึ่งปีแรกของปี 2560 ว่า บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้พุ่งสูงถึง 13,344 ล้านบาท เติบโต 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 เป็นตัวเลขยอดขายจากโครงการแนวราบ 8,154 ล้านบาท และตัวเลขยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 5,190 ล้านบาทโดยตั้งเป้ายอดขายทั้งปีไว้ที่ประมาณ 27,000 ล้านบาท

เคล็ดลับหนึ่งในการทำธุรกิจในยุคนี้ให้สำเร็จ คือผู้บริหารต้องทำอะไรเองน้อยลง ผมเชื่อว่าทุกๆปีที่ผ่านไปผม คุณประทีปและบอร์ดก็ยิ่งอายุห่างจากกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีอายุประมาณ 30 ปีมากขึ้นทุกที ดังนั้นต้องให้ลูกน้องเอาไปทำมากขึ้นเราต้องถอยออกมายืนดูห่างๆ แม้บางครั้งเขาเสนออะไรมา และเรามองว่าใช่เหรอ ทำได้ เหรอ ก็เป็นเรื่องที่ต้องลองกัน”

ไตรเตชะกล่าวสรุป

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล