“ตลาดภาพยนต์ของไทย” ในวันนี้ต้องบอกว่า กำลังถูกตีขนาบจากรอบข้างทั้งการเข้ามาของวีดีโอ สตรีมมิ่ง ที่เปลี่ยนให้พฤติกรรมของผู้ชมไปอยู่ในจอสี่เหลี่ยมของสมาร์ทโฟนรวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นทำให้ความถี่ในการดูหนังลดลงจากเดือนละ 3 เรื่องเหลือเพียง 2 หรือ 1 เรื่องเท่านั้น โดยจะดูก็ต่อเมื่อถูกจริตกับตัวเอง

โดยในปี 2016 มีมูลค่า 4,410 ล้านบาท (เฉพาะกรุงเทพและเชียงใหม่) แบ่งเป็น หนังฮอลลีวูด 82%, หนังไทย 13% และหนังอื่นๆ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น 5% ในปีนี้ถูกมองว่ามูลค่าจะเติบโตเป็น 4,600 ล้านบาท 

“โซนี่” โบกมือลา “ดิสนีย์”

ขณะเดียวกันในปีนี้ก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นครั้งใหญ่ในค่ายหนังฮอลลีวูดที่อยู่ในเมืองไทย เมื่อ “โซนี่” โบกมือลา “ดิสนีย์” หลังจากที่จัดจำหน่ายหนังร่วมกันผ่าน โคลัมเบีย ไทรสตาร์ บัวนาวิสต้า หรือซีทีบีวี โดยเป็นการจดทะเบียนร่วมทุนกัน  ระหว่าง โซนี่ พิคเจอร์ส รีลิสซิ่ง อินเตอรเ์นชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โซนี่ คอร์ปปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และวอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอ โมชั่นพิคเจอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทในเครือเดอะ วอลท์ ดิสนีย์ คอมปานี ประเทศสหรัฐ อเมริกา มายาวนานถึง 20 ปี หนังเรื่องสุดท้ายของหนังโซนี่ที่จัดจำหน่ายภายใต้สังกัด เอสดีที คือ Life สายพันธุ์มฤตยู 

เหตุผลหลักที่แยกกันคือการหมดสัญญา ในวันที่ 31 มีนาคม และในวันต่อมาคือ 1 เมษายนโซนี่ก็ได้ออกมาตั้งใหม่ ภายใต้ช่ือ โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหน่ึงในสามประเทศหลักใน แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันประกอบไปด้วย  ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์  ที่ได้มีการประกาศจัดตั้ง บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในสังกัด

เป้าหมายของการตั้งใหม่ คือ จะเน้นดูแลการจัดจำหน่ายในโรงภาพภาพยนต์เป็นหลัก ของสตูดิโอทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โคลัมเบีย พิคเจอร์ส (Columbia Pictures), ไทรสตาร์ พิคเจอร์ส(TriStar Pictures), สกรีนเจมส์ ฟิล์ม (Screen Gems) โซนี่ พิคเจอร์ส คลาสสิค (Sony Pictures Classics), โซนี่ พิคเจอร์ส แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ (SonyPicturesAnimationStudios) และ โซนี่ พิคเจอร์ส เวิล์ดไวด์ แอ็กคิวซิชั่น (SonyPicturesWorldwideAcquisition) 

รชต ธีระบุตร กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ประเทศไทย กล่าวว่า “การแยกออกมาจะทำให้โซนี่มีสิทธ์ในการเลือกหนังเข้ามาฉายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญของโซนี่ นั่นเพราะค่ายเดิมจะนำหนังเข้ามาปีละ 25-30เรื่อง เป็นของโซนี่เพียง 8-10 เรื่องเท่านั้น และนอกจากนี้การแยกออกมาจะทำให้โซนี่สามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการทำตลาดด้วย

ปีนี้จะฉาย 20 เรื่อง

ภาพยนตร์แอนิเมชั่น เรื่อง Smurfs : The Lost Village ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกภายใต้สังกัด โซนี่ พิคเจอรส์ เอ็นเตอรเ์ทนเมนต์ ซึ่งหลังจากนั้น ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง สไปเดอร์แมน: โฮมคัมมิ่ง  ด้วยการกวาดรายได้รวมทั่วประเทศไปทั้งสิ้น 265 ล้านบาท ถือเป็นสถิติรายได้สูงสุดของสไปเดอร์แมน แฟรนไชส์ และยังทุบสถิติ รายได้ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง“2012” ซึ่งออกฉายในปี 2009  โดยขึ้นแท่นทำเงินสูงสุดตลอดกาลของ ค่ายโซนี่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วน้ัน โดยสไปเดอร์แมน: โฮมคัมมิ่ง ใช้งบการตลาดสูงถึง 25 ล้านบาท ต่างจากเรื่องทั่วไปที่ใช้เพียง 5 แสนบาทเท่านั้น

หลังจากน้ี โซนี่ พิคเจอร์สฯ ได้เตรียมเข็นคาราวานหนังที่เหลือ 9 เรื่อง 9 รส 

หนังทางเลือกก็เอาด้วย

นอกจากหนังเมนสตีมแล้ว โซนี่ก็ได้บุกเบิกสร้างพื้นที่ให้กับหนัง  ทางเลือกหรือหนังคุณภาพนอกกระแสที่เรามีอยู่ในไลน์โดยผ่าน  โซนี่ พิคเจอร์ส คลาสสิคหรือไทรสตาร์ พิคเจอร์ส โดยเราได้จับมือกับโรงภาพยนตร์ HOUSE RCA จัดฉายภาพยนตร์ไปแล้ว 2 เรื่อง และจะฉายอีก 3 เรื่องจนถึงสิ้นปี

รชต มองว่า หนังนอกกระแสยังเป็นที่คนใจของคนทั่วไปอยู่ เพียงแต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ฉาย เหลือเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เนื่องจากหนังพวกนี้มักจะใช้เวลายืนโรงกว่า 1 เดือน ในขณะที่ทั่วไปเพียง 2-3 อาทิตย์เท่านั้น ซึ่งการนำหนังนอกกระแสมาฉายถือเป็นการทดลองตลาดของโซนี่ ซึ่งหลังจากทดลองตลาด 2 ปี หากสำเร็จก็มีโอกาสที่จะนำเข้ามา 8-10 เรื่องต่อปี โดยตั้งเป้ารายได้ปีละ 5 แสนบาทต่อเรื่อง

เพิ่มทีวีและโฆษณา

นอกจากดูแลหนังที่ฉายในโรงแล้ว ภายในสิ้นปีนี้ยังจะมีหน่วยธุรกิจที่เพิ่มเข้ามาอีก 2 หน่วยคือ โซนี่ พิคเจอร์ส เทเลวิชั่น ซึ่งจะดูแลการขายสิขสิทธิ์รายการและซีรีส์ และ โซนี่ พิคเจอร์ส เทเลวิชั่น เน็ตเวิร์ค ที่จะดูแลในส่วนโฆษณา

สำหรับในปีนี้โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท (ไม่รวมกับอีก2 หน่วยธุรกิจ) จากปีก่อนที่ทำได้ 456 ล้านบาท ครึ่งปีแรกทำรายได้แล้ว 490 ล้านบาท โต80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้เพียง 123 ล้านบาท