ในปีนี้  บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัดหรือ บลจ.ธนชาต ได้ตั้งเป้าหมายว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) จะเติบโตราว 20% จากสิ้นปี 2559 ที่มี AUMรวมทุกธุรกิจอยู่ที่ 1.89 แสนล้านบาท และปัจจุบันผ่านมา 7 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 2.19 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตจากธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) เป็นหลัก โดยในปีนี้กองทุนหุ้นไทยของบริษัทเติบโตราวๆ 44% ทำให้คาดว่าในสิ้นปี 2560 เฉพาะธุรกิจกองทุนรวมน่าจะแตะ 2 แสนล้านบาทได้

ตั้งแต่ต้นปีได้มีการออกกองทุนใหม่ทั้งสิ้นจำนวน 32 กองทุน แบ่งเป็นกองทุนหุ้นปันผล 2กองทุน และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 1 กองทุน ที่เหลือเป็นกองทุนเทอมฟันด์ 29กองทุน ซึ่งปัจจุบัน บลจ.ธนชาต แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ กองทุนรวม 89% มีส่วนแบ่งตลาด3.9%, กองทุนส่วนบุคคล 6% มีส่วนแบ่งตลาด 1.12% และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5% มีส่วนแบ่ง 1.42%

 

เน้นลงทุนหุ้นไทย

บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัดกล่าวว่า บลจ.ธนชาต เน้นออกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำกว่าหุ้นทั่วไป ทั้งในแง่หุ้นผันผวนต่ำอย่าง Low Beta หรือหุ้นปันผลที่สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอเพราะปัจจุบันตลาดยังอยู่ในสถานการณ์ดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก แม้จะมีข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากเฟดอยู่ก็ตาม

แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับการฝากเงินหรือลงทุนแต่ในกองทุนตราสารหนี้เริ่มพบว่าผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่การจะขยับให้ผู้ลงทุนกลุ่มนี้ไปลงทุนในหุ้นเลยคงไม่ง่ายนักเพราะผู้ลงทุนมักไม่สามารถทนรับความผันผวนระหว่างทางได้ แม้จะมีสถิติยืนยันว่าหากลงทุนหุ้นในระยะยาวมักให้ผลตอบแทน ที่ดีกว่าการฝากเงินก็ตาม

“คนอื่นจะเน้นลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่สำหรับธนชาตเองจะเน้นหุ้นไทย นั่นเพราะลูกค้าของธนชาตส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่มีเงินฝากในธนาคาร จึงอ่อนไหวง่ายต่อหุ้นต่างประเทศที่ผันผวนกว่า”

กองทุนแถมประกันสุขภาพ

ในช่วงที่เหลือของปี มีแผนที่จะออกกองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว โดยนอกจากผู้ลงทุนจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้แล้วกองทุนนี้ยังมีประกันสุขภาพมอบให้ผู้ลงทุนด้วย นอกจากนั้นก็คงเน้นขายกองทุนลดหย่อนภาษี LTF /RMF ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามเทศกาลปกติ

“ธนาชาตไม่ใช่อาจจะไม่ใช่รายแรกที่ซื้อกองทุนแล้วแถมประกันสุขภาพ แต่เราเชื่อว่าสิ่งที่แถมมาจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ เนื่องการกองทุนนี้มักจะถือระยะยาว 5-10 ปีซึ่งต่างจากทั่วไปที่มักจะถือระยะสั้นมากกว่า”

นอกจากนี้ ได้มีนโยบายในการพัฒนาผู้แนะนำการลงทุนผ่านสาขาธนาคารธนชาต ที่จะมุ่งมั่นพัฒนาอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง โดยเน้นฝึกอบรมให้พนักงานมีความเข้าใจ และมีความรู้เรื่องกองทุน เพื่อให้สามารถแนะนำผู้ลงทุนได้

ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้อยู่

ส่วนมุมมองการลงทุน โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์มหภาค บลจ.ธนชาต กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีโดยเฉพาะในภูมิภาคหลักๆ ซึ่งเป็นการขยายตัวแบบเป็นไปพร้อมๆ กัน โดยคาดว่าระยะถัดไปอาจมีชะลอตัวลงบ้าง เพราะหากเทียบกับฐานปัจจุบันที่อยู่ในอัตราที่สูงมาก แต่ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีหน้า ราว 2.9%

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังคงมีการเติบโต ตัวเลขการส่งออก ตัวเลขนักการท่องเที่ยว ยังคงขยายตัวได้ ประกอบปัจจัยการเมืองในปีหน้า ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ใกล้กับปีนี้ คือ ใกล้ๆ ระดับ 3.5%

 

ต้องกระจายพอร์ตลงทุน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังแนะให้นักลงทุนกระจายพอร์ตลงทุน โดยมีเงินลงทุนบางส่วนในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และตลาดยุโรป ที่คาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้น่าสนใจ ส่วนตลาดอเมริกา หากนักลงทุนมีในพอร์ตก็ยังสามารถถือต่อได้  แต่สำหรับตลาดญี่ปุ่นอาจต้องรอจังหวะให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงกว่านี้ ซึ่งหากต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ควรเน้นลงทุนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม (sector) หรือเลือกเป็นรายตัวโดยเฉพาะกลุ่มหุ้นสุขภาพ (Healthcare) ซึ่งสถานการณ์ก็สดใสขึ้นหลังจากข้อเสนอยกเลิกนโยบายโอบามาแคร์ตกไป

 

ความเสี่ยงครึ่งปีหลัง

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่น่าจะต้องจับตาในครึ่งหลังของปี คือ อัตราเงินเฟ้อในอเมริกาและไทยเพราะ หากเงินเฟ้อในอเมริกาเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้การขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงและเร็วกว่าที่คาด ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับสูงขึ้นซึ่งจะกระทบกับผู้ลงทุน ส่วนไทยเอง ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ค่าเงินบาทค่อนข้างมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ ส่งผลให้มีกระแสเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน แต่หากอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นกว่านี้มาก ก็จะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง  ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดเงินทุนไหลออก

 

ควรมีสินทรัพย์ประเภทหุ้น

สำหรับกองทุนที่แนะนำให้มีติดพอร์ต ยังแนะนำสินทรัพย์ประเภทหุ้นมากกว่า และควรมีหุ้นต่างประเทศในพอร์ต สำหรับสินทรัพย์ในไทย ยังแนะนำสินทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ และผันผวนต่ำ เช่น หุ้นปันผล หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เพราะดอกเบี้ยไทยปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ แต่อัตราผลตอบแทนอสังหาฯ นั้นสูงพอสมควรเฉลี่ยประมาณ 5%กว่า