ประเทศไทย เป็นศูนย์รวมของงาน Craft และ งาน Handmade ใน SEA ก็ว่าได้ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และความประณีต ที่มีอยู่วัฒนธรรมมาช้านาน แต่สำหรับดีไซเนอร์ชาวไทย การพัฒนา Products เพียงอย่างเดียว ไม่ช่วยให้ธุรกิจโตได้อย่างก้าวกระโดด… Distribution & Marketing จึงเป็นคำตอบ

นี่จึงเป็นโมเดลธุรกิจของ Pinkoi – Ecommerce จากประเทศไต้หวัน ที่เน้นสินค้าที่เป็นงาน Craft และ Handmade เป็นหลัก

Peter Yen – CEO และ Co-Founder ของ Pinkoi

โดย CEO และ Co-Founder ของ Pinkoi ชื่อว่า Peter Yen เคยทำงานที่ Silicon valley เป็นเวลา 7 ปี โดยในช่วงนั้น Peter ชอบไปเดินตลาดสินค้า Handmade  หรือ Flea Market อยู่เป็นประจำ แต่ก็พบว่าปัญหาของ Designers ก็คือ เข้าไม่ถึงผู้บริโภค นั่นจึงเป็นที่มาของการสร้าง Pinkoi

 

วิธีการทำตลาดของ Pinkoi

1.สร้าง Ecosystem

Peter เล่าว่า จากประสบการณ์ใน Silicon Valley และการทำธุรกิจอีกหลายอย่างที่ไม่ประสบความเร็จมากนัก ทำให้เขารู้ว่าการจะสร้างธุรกิจที่ดีต้องมี Ecosystem ที่สมบูรณ์ คุณไม่สามารถกอบโกยได้ฝ่ายเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเขาจึงสร้าง Ecosystem ของ Pinkoi ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนดีไซน์เนอร์โดยเฉพาะ เพราะต้องการแก้ปัญหาของดีไซน์เนอร์ที่ไม่มีเวลาหาลูกค้า ทำระบบซื้อขาย และหาลูกค้า

2.Support Sellers

วิธีการหาผู้ขายของ Pinkoi ก็ง่ายๆ ติดต่อไปโดยตรงผ่านช่องทางโซเชียลโดยตรง จากนั้นทีมของ Pinkoi ก็จะมี Workshop เพื่อพัฒนาผู้ขาย, สอนใช้ระบบ Ecommerce รวมไปถึง มีการจัด Event ออกบูธ ให้ผู้ขายได้ลงตลาดจริง เป็นต้น

 

Marketeer ได้มีโอกาสคุยกับ สองแบรนด์ไทยที่มีสินค้า Handmade ได้แก่ Whiteoak Factory และ Need a new Needle ที่นำสินค้าของตนเองไปขายกับ Pinkoi ถึงสิ่งที่ต้องเจอในการขายของออนไลน์

White Oak Factory

แบรนด์นี้โด่งดังจาก IG เป็นหลัก รองลงมาก็คือ Facebook กับ Line โดยมีดีไซน์เนอร์ 2 คน และมีช่างฝีมือ 4 คน โดยดีไซน์เนอร์เล่าว่า “การมา Join กับ Pinkoi ช่วยเปิดตลาดให้เรามาก เพราะที่ผ่านมาเราขายแค่ Social media ของเรา แล้วก็ขายแบบบ้านๆ การเข้าร่วมกับ Ecommerce อย่าง Pinkoi หรือ Shoppee ก็ช่วยหาลูกค้าได้มากขึ้น เพราะดีไซน์เนอร์ส่วนใหญ่จะโฟกัสแค่การออกแบบเท่านั้น

นอกจากนั้นการเปิดตลาดใหม่ๆ ทำให้เราได้รู้ความต้องการที่ต่างกัน Taste ของชาวต่างชาติที่แตกต่างออกไปด้วย ทำให้เรามีไอเดียในการทำงานที่มากขึ้น” โอปอ มหาวนา – ดีไซน์เนอร์ แบรนด์ White Oak Factory

 

Need a New Needle

“สินค้าของเราเป็นงานปักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ รองเท้า กระเป๋า … การเปิดตลาดต่างประเทศทำให้เราเห็นภาพกว้างมากขึ้น และรู้สึกว่าคนต่างชาติ ให้ความสำคัญกับงาน Craft มากกว่าคนไทย เมื่อซื้อไปแล้วมี Feedback มากกว่า และมีกำลังซื้อมากกว่าด้วย… สินค้าของเราเป็นงานฝีมือ จึงผลิตได้เพียง 4-5 ชิ้นต่อวัน ฉะนั้นราคาจึงสูงกว่าสินค้าธรรมดาที่ไม่มีการเพิ่มมูลค่า การเข้าถึงลูกค้าที่มีกำลังซื้อจึงเป็นเรื่องสำคัญ” พลอยศิริ รังคดิลก – ดีไซน์เนอร์ แบรนด์ Need a New Needle

 

Insight ที่น่าสนใจจาก Designers และ ทีม Pinkoi

-สินค้าบางประเภท ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ : อย่างในไต้หวัน ปิ่นโตและชุดว่ายน้ำ ไม่มีใครทำเป็นงาน Handmade มาก่อน สินค้าของไทยก็ได้รับความนิยมอย่างมาก… ฉะนั้นหากอยากทำตลาดกับกลุ่มไหนก็ต้องศึกษาคู่แข่งในตลาดให้ดี

-Platform การขายก็มีผล : ลูกค้าที่มาจากช่องทางทั่วไปมักสนใจแค่ราคา แต่ใน Pinkoi ลูกค้าสนใจเรื่องวัตถุดิบ ที่มา และความหมายของแบรนด์ด้วย เนื่องจากการวาง Position ของ Pinkoi ที่เป็น Design Community Ecommerce

-คนไทยเก่งกว่าชาวต่างชาติในเรื่อง 1.ความคิดสร้างสรรค์ 2.วิธีการแสดงสินค้า และ 3.ภาษา : อย่างเช่นการถ่ายรูปสินค้า การจัดวางสินค้า ผู้ขายในต่างประเทศจะช้ากว่าผู้ขายในไทย และภาษาก็เช่นกัน คนไทยมีความกล้าพูดมากกว่าในเรื่องการขายของ (Insight จากปากของทีม Pinkoi ที่ดูแลผู้ขายในหลายประเทศ)

 

 

Food for Thought

1.หา Channel ให้แบรนด์ได้มากที่สุด

พูดถึง Channel ทุกคนจะหยุดแค่ Facebook IG และ LINE แต่จริงๆ แล้วยังมีช่องทางอีกมาก ซึ่งเอาแค่ Ecommerce ในไทยก็น่าจะมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เสียค่าสมัคร ฉะนั้นแบรนด์ Handmade ทั้งหลายอย่าปิดกั้นตัวเอง อย่าคิดว่าทำเยอะแล้ว เพราะการมี Channel ที่เพิ่มขึ้นหนึ่งทาง ก็เหมือนเปิดประตูอีกบานหนึ่ง

2.เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลง

ดีไซน์เนอร์ ไม่จำเป็นต้องทำแค่ออกแบบ และคนที่ทำการตลาดเก่งๆ ไม่จำเป็นต้องทำการตลาดอย่างเดียว เราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงิน Platform ใหม่ๆ หรือ ทำธุรกิจต่างประเทศ.. ฉะนั้นอย่าหยุดเรียนรู้