ผ่านปี 2017 ไปได้ครึ่งทางแล้ว แต่ดูเหมือนว่า “ตลาดนาฬิกา” จะยังไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่นัก แม้ครึ่งปีแรกจะเติบโตได้ราว 2-3% ต่างจากปีก่อนหน้าที่เงียบเหงาไม่มีการเติบโต นั้นเพราะช่วงเวลาที่จะขับเคลื่อนตลาดที่แท้จริงอยู่ในช่วง “ครึ่งปีหลัง” ต่างหาก

ครึ่งปีหลัง” ช่วงเวลาที่ตลาดนาฬิกาคึกคัก

เหตุผลหลักที่ทำให้ครึ่งปีหลังเป็นผู้ผลักดันตลาดนั้น กรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า วอทช์ แกลอเรีย (Watch Galleria) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป บอกว่ามาจากงานบาเซิลเวิลด์ ซึ่งเป็นงานนาฬิการะดับโลกที่มักจะจัดในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ทำให้นาฬิการุ่นใหม่ๆจะเข้าสู่เมืองไทยในช่วงต้นไตรมาส 3 ยาวไปจนถึงไตรมาส 4 ตลาดจึงจะคึกคักในช่วงนี้ ทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังเราจะเห็นแบรนด์นาฬิกาขยับตัวกันเป็นอย่างมาก

“ปีนี้แบรนด์นาฬิกามีการจัดกิจกรรมค่อนข้างเยอะ รวมถึงปรับโฉมร้านกันเยอะขึ้น บางแบรนด์ออกมาทำเอ็กซิบิชั่นเพื่อให้ความรู้ และโชว์คอลเลกชันใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้าง Brand Image ให้ตลาดรู้จักแบรนด์ใหม่ๆเยอะขึ้น” จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า วอทช์ แกลอเรีย (Watch Galleria) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึงภาพรวมของตลาดนาฬิกาในปี 2017

เขายังกล่าวเสริมอีกว่า แม้เมืองไทยจะมีแบรนด์นาฬิกาที่หลากหลายด้วยจำนวน 180 กว่าแบรนด์แล้ว แต่ในปีนี้ยังมีแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาอีกราว 4-5 แบรนด์ ในกลุ่มราคากลางๆ 30,000 บาท ซึ่งล้วนเป็นนาฬิกาแบรนด์สวิสที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก หากเป็นแบรนด์ที่คนจีนชื่นชอบ ได้แก่ นาฬิกาสไตล์คลาสสิค  Eterna, Erntst Borel, Jacques Lemans และอีก 1 แบรนด์ในสไตล์แฟชั่น คือ Gust Cavalli

ซึ่งต้องบอกว่า รายได้กว่า 30% ของแผนกนาฬิกาในสยามพารากอนมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง และชาวเอเชียด้วยกันเลยทีเดียว

เหตุผลที่ “ตลาดหรู” โต

แน่นอน นักท่องเที่ยวถือเป็นกำลังซื้อที่มีความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่า “นักสะสมชาวไทย” ที่แม้จะไม่สามารถประเมินได้ว่ามีสัดส่วนเท่าไหร่ในภาพรวม หากต้องมากพอสมควรนั้นเพราะเศรษฐีที่แท้จริงมักจะไม่นิยมแสดงตัว ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้เข้ามาทำให้ตลาดนาฬิกาหรูในบ้านเราเป็นที่สนใจของแบรนด์นาฬิกาต่างๆทั่วโลก โดยพบว่ายอดขายนาฬิกาจากทั่วโลกได้มากระจุกตัวอยู่ที่ทวีปเอเชียถึง 49% โดยเฉพาะ ฮ่องกง จีน และไทย รองลงมาคือ ทวีปยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 36% ทวีปอเมริกาเหนือ 15% และอื่น ๆ อีกเพียง 2%

การซบเซาลงของตลาดยุโรปและอเมริกาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แบรนด์นาฬิกาหรูต่างเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ตลาดเอเชีย ซึ่ง จักรกฤษณ์ มองว่า เทรนด์ที่มาแรงคือ แบรนด์ยุโรปในตลาดกลาง – บน มองตลาดเอเชียงเริ่มมีความสำคัญ จึงเริ่มปรับรูปแบบและวัสดุให้เข้ากับตลาดเอเชีย ซึ่งนอกจากดีไซน์ให้เข้ากับตลาดแล้ว ยังทำราคาให้เข้าถึงได้ ไม่ได้สูงมากกว่าเมื่อก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แบรนด์เหล่านี้ยังไม่ได้ต้องการลงมาจับตลาดล่าง แต่ต้องการดึงให้ตลาดกลางที่มีกำลังซื้อ ให้ขยับขึ้นไปด้านบน โดยที่ปรับราคาบ้างทำให้ตลาดกลางเริ่มขยับตัว

จักรกฤษณ์ ยกตัวอย่างแบรนด์ที่หันมาขยับตัว เช่น Gucci ที่ขยับมารุกตลาดด้วยการออกดีไซน์ใหม่ มีกิจกรรมการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าเพื่อให้มีประสบการณ์ร่วมมากขึ้น หรือกลุ่มแบรนด์สวิส ที่ในช่วงนี้มักจะรีลอนซ์รุ่นขายดีมาทำตลาดใหม่และทำราคาให้จับต้องได้ โดยลดลงมาประมาณ 10% แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและเรื่องราวที่คนซื้อยังคาดหวังอยู่

ตลาดหรูก็ยังต้องการ “โปรโมชั่น”

เพียงแต่การปรับราคาหรือรีลอนซ์รุ่นในอดีต คงไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นกำลังซื้อตลาดหรู แม้ไทยจะได้เปรียบตรงที่มีโครงสร้างภาษีไม่สูงเมื่อเที่ยบกับอดีต ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 5% หรือลักชัวรี่แบรนด์อยู่ที่ 7% แต่สิ่งที่ถือเป็นแรงดึงดูดชั่นดี คือ “โปรโมชันที่จัดเต็ม” ในรุ่นเดียวกัน ราคาใกล้เคียงกัน เมื่อเทียบกับฮ่องกงแล้ว เมืองไทยบวกเข้ากับโปรโมชั่นจากร้านค้าเข้าไปยังไงก็อดใจไม่อยู่ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงรุ่นที่คลอบคลุมและคอลเลคชั่นที่ใหม่กว่า

“เมื่อเทียบโปรโมชั่น ทั้งธนาคาร เครดิต ลด แลก แจก แถม เมืองไทยมีโปรโมชั่นเป็นตัวขับเคลื่อนที่รุนแรง อย่างในงานสยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017 รวมๆแล้วมีโปรโมชั่นถึง 10 ต่อ ทั้งลดตรง ลดผ่านเมมเบอร์ ผ่านแบงค์ แลกพอยต์ จากที่ปีก่อนมีเพียง 8 ต่อ ซึ่งโดยรวมแล้วโปรโมชั่นเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 20%”

“ปีนี้ที่เพิ่มคือธนาคารต่างๆ เข้ามาร่วมรายการและ On Top เยอะมาก ซึ่งนอกจากร่วมกับแบรนด์นาฬิกาแล้ว ยังมีการให้นำพอยท์มาแลกซึ่งปรกติจะอยู่ที่ 10% หรือสูงสุด 12.5% แต่ปีนี้ให้สูงสุด 17% ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ธนาคารเข้าร่วมเยอะอาจจะมองว่า ส่วนหนึ่งกำลังซื้อไม่ดี แต่จริงๆแล้ว คนที่ซื้อนาฬิกามีกำลังซื้อที่พอเพียง หากยังต้องการแรงกระตุ้นเท่านั้นเอง”

ตลาดกลาง – ล่าง” ยังไปได้อยู่

ในขณะที่ตลาดกลางเริ่มโตขึ้น เพราะคนที่มีรายได้ระดับกลางมีกำลังซื้อมากขึ้น แต่อย่างที่รู้กันผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นนักสะสม จักรกฤษณ์ จึงมองว่า สิ่งที่แบรนด์นาฬิการะดับกลางทำได้ คือ พยายามออกรุ่นใหม่ที่มีดีไซน์ออกมามากๆ เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มนี้อยากจะซื้อเพิ่มเติ่ม รวมไปถึงจับเทรนด์แฟชั่นด้วย

ส่วนตลาดล่างไม่ได้โตมาก และสามารถโตไม่กี่แบรนด์เช่น คาสิโอ ดังนั้นจึงต้องแข่งขันกันเอง แต่ “ราคา” ไม่ใช่ปัจจัยหลัก การแข่งขันจึงอยู่ที่ต้องไปพัฒนารูปแบบให้เหมาะกับกำลังซื้อ เช่น ไซโก้ ที่ปรับนาฬิกาให้ดู Young เพื่อลบภาพของนาฬิกาที่เป็นผู้ใหญ่  เพราะคาลิโอเข้าได้กับตลาดที่ Young และสามารถเติบโตได้ดี ไซโก้ก็หันมาจับด้วย Youngในราคาที่ไม่ถึง 20,000 บาท

“เทรนด์ในการเลือกซื้อนาฬิกาของปีนี้ จะมุ่งเน้นที่โทนสี ฟ้า เขียว และเทา ที่กำลังมาแรง และเทรนด์ที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายคือ นาฬิกาเรือนสตีล ที่สะท้อนถึงความมั่นคง และมุ่งมั่นปราดเปรียวของผู้สวมใส่”

เรื่อง : ถนัดกิจ จันกิเสน