“มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่านหนึ่งมาคุยกับผม บอกว่าอยากยกบำรุงราษฎร์เป็นต้นแบบโรงพยาบาลในจังหวัดของท่าน ผมตอบทันทีว่าผมจะสนับสนุนทุกอย่างที่ทำให้ปณิธานของท่านผอ.เป็นจริง… ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง วันนี้โรงพยาบาลไม่ควรต่างคนต่างพัฒนา และความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้วงการแพทย์ประเทศไทยพัฒนาขึ้น เราจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ดียิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมพูดตลอดมา และจะพูดต่อไป”

รศ.นพ.สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรี ผู้อำนวยการด้านบริหารร่วมและผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นั่งพูดคุยกับเราแบบ Exclusive และประโยคข้างต้นบอกถึงหัวใจสำคัญของการลงนาม MOU พันธมิตรโรงพยาบาลในครั้งนี้

MOU สู่ความร่วมมือบริบาลทางการแพทย์แบบไร้รอยต่อ

Marketeer เดินทางมาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เพื่อเป็นหนึ่งในสักขีพยานความร่วมมือครั้งสำคัญในวงการโรงพยาบาลประเทศไทย ในการจัดตั้ง MOU เพื่อผนึกพันมิตรโรงพยาบาลทั่วประเทศ ขยายตลาดบริการทางการแพทย์ ร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ร่วมกันในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

“เมื่อก่อนการส่งตัวรักษาเป็นเรื่องลำบาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลต่างจังหวัดซึ่งเครื่องมือบางที่ยังไม่พร้อม การเคลื่อนย้ายที่ล่าช้าก็กระทบกับคนไข้ และก็เรื่องของความรู้เทคโนโลยีรวมทั้งประสบการณ์ของทีมแพทย์ ซึ่งการลงนามความร่วมมือเสมือนกุญแจปลดล็อก ทำให้เครือโรงพยาบาลสามารถทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อมากที่สุด” หมอสมศักดิ์เริ่มเล่าที่มา

ปีที่ผ่านมานับเป็นก้าวที่สำคัญในวงการสาธารณสุขเมืองไทย เมื่อบำรุงราษฎร์รับบทบาทเป็นโต้โผในการประสานความร่วมมือระหว่างพันธมิตรโรงพยาบาลชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมในทุกๆ ด้าน โดยปีที่แล้วมีพันธมิตรถึง 35 โรงพยาบาล

ความร่วมมือนั้นประกอบไปด้วยการจัดตั้งทีมประสานงานอันประกอบไปด้วยแพทย์ พยาบาล เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย นี่คือหัวใจของความร่วมมืออันดับแรก ทำให้มีการส่งต่อข้อมูลและวางแผนการรักษาร่วมกัน เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีสภาวะโรคที่ซับซ้อน มีความรุนแรง รับช่วงต่อโดยโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือพร้อมโดยไม่สะดุด จนคนไข้มีอาการคงที่ ปลอดภัย ก็จะมีการส่งกลับไปยังโรงพยาบาลพันธมิตรเพื่อดูแลรักษาต่อเนื่อง

 

สานต่อความสำเร็จ จาก 35 สู่ 51 โรงพยาบาล        

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา หมอสมศักดิ์เล่าให้ฟังว่า ประสบความสำเร็จมากเป็น หลายโรงพยาบาลได้ทั้งความรู้ และการประสานความช่วยเหลือคนไข้ จากความสำเร็จนำมาสู่การต่อยอดความร่วมมือครั้งที่สองในปีนี้ กับพันธมิตรที่เพิ่มอีก 16 โรงพยาบาลทั่วภูมิภาคประเทศไทย

 

“เราลุกขึ้นยืนเป็นกระบอกเสียงคนเดียวไม่ได้ซึ่งต้องขอบคุณพันธมิตรที่มาด้วยความจริงใจ ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นเรื่องดีที่ทุกคนได้ประโยชน์ เรามาแบ่งปันความชำนาญซึ่งกันและกัน ทุกคนอาจมองว่าบำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลใหญ่มีเทคโนโลยี เครื่องมือดีอยู่แล้ว คำถามคือทำไมต้องพัฒนาร่วมกับคนอื่นด้วย ซึ่งจริงๆแล้ว วิชาชีพแพทย์ต้องอัพเดตตลอดเวลา มีงานวิจัยอะไรบ้างที่น่าสนใจศึกษาพัฒนาต่อซึ่งเปลี่ยนไปตลอดเวลา เราเองก็ต้องศึกษาทุกเคสที่น่าสนใจของภูมิภาค ต่างพื้นที่
นี่คือประโยชน์ที่เราจะได้ร่วมกัน โดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือช่วยคนไข้ให้ดีที่สุด”

 

เสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี

อย่างที่ทราบว่ารพ.บำรุงราษฎร์ ได้ให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านต่างๆเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีการรักษามะเร็ง ที่มีการใช้รังสีรักษา (Radiotherapy) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ได้นำระบบ Artificial Intelligence (AI) มาร่วมใช้งานทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัย และวางแผนการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็ง

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเกื้อหนุนการให้บริการทางการแพทย์ร่วมกันแล้ว สิ่งที่เขาคาดหวังคือจะสามารถพัฒนาต่อยอดงานวิจัยอื่นๆที่ช่วยพัฒนาการรักษามะเร็ง รวมทั้งโรคยอดฮิตอื่นๆ ในอนาคตได้

“อย่างเรื่อง AI ที่ทั่วโลกพูดกัน ตอนนี้เรากำลังพัฒนาให้ AI เข้ามามีส่วนร่วมทางการแพทย์ตลอดทุกขั้นตอน เช่น การดูแลรักษาเฉพาะบุคคล (Personalised Medicine) และการตรวจวินิจฉัย และการวิเคราะห์ ไปจนถึงกระบวนการวางแผนเพื่อรักษาผู้ป่วย ครั้งนี้เรามีพันธมิตร 3 ภาคีที่เป็นโรงเรียนการแพทย์ ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งตรงนี้เราก็จะแลกเปลี่ยนงานวิจัย ประสานความร่วมมือ เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาและสร้างความเจริญเติบโตทางด้านการแพทย์อย่างยั่งยืนร่วมกัน”

 

“ช่วยเพื่อน” ให้เพื่อน “ช่วยชีวิตคนไทย”

หมอสมศักดิ์เน้นเสียงแน่นว่าปรากฏการณ์ความร่วมมือที่เกิดขึ้นคือ “นวัตกรรมทางการแพทย์” และจะเป็นแนวทางการขยายธุรกิจของบำรุงราษฎร์ต่อไป

 

“วันนี้เราเป็นเพื่อนโดยมีศักดิ์เท่ากัน ไม่ใช่ว่าใครโรงพยาบาลใหญ่ต้องเป็นพี่ใหญ่ ไม่ใช่แบบนั้น แต่เราเป็นเพื่อนที่จริงใจต่อกัน และเมื่อเพื่อนต้องการความช่วยเหลือในสิ่งที่เราช่วยได้ ผมก็พร้อมเต็มที่ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของคนไข้ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ห่างไกล”

 

ท่ามกลางการแข่งขันธุรกิจโรงพยาบาลขับเคลื่อนไปอย่างเข้มข้น คีย์เวิร์ดของผู้ให้บริการทางการแพทย์คือการพัฒนาเทคโนโลยี ลงทุนเครื่องมือใหม่ๆ รวมทั้งยกระดับมาตรฐานการบริการ
ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงค่ารักษาสูงขึ้นตามไปด้วย

 แม้ว่านี่คือบริบทตามที่ทุกองค์กรธุรกิจควรจะต้องเป็น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หมอสมศักดิ์มองลึกกว่านั้น บริบทของธุรกิจโรงพยาบาลต้องเป็นอะไรที่มากกว่า “การทำกำไร” หรืออาจจะพูดได้ว่า ถ้าธุรกิจโรงพยาบาลจะยั่งยืน ต้องพัฒนาทั้งระบบการแพทย์ ซึ่ง MOU ในวันนี้ คือคำตอบของความยั่งยืนในวันพรุ่งนี้…