อาจจะดูนิ่งๆ ไปบ้างสำหรับตลาดพรินเตอร์มูลค่า 15,102 ล้านบาทในปีที่ผ่านมาเติบโต 1-3% ส่วนหนึ่งเพราะ เลเซอร์พรินเตอร์ขนาดเล็กที่มีความเร็วการพิมพ์ไม่เกิน 20 แผ่นต่อนาที ลดลงเหลือเพียง 1,000 ตัว ส่วนอิงค์เจ็ตมีการเติบโตจากแทงก์แท้ 10% เช่นกัน

                แต่ภายใต้ความนิ่งของยอดจำหน่าย กลับมีการแข่งขันกันสูงของบรรดาแบรนด์พรินเตอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งแคมเปญโปรโมชั่น และการเข้าไปเปิดตลาดใหม่ๆ ที่มีโอกาสโดยเฉพาะ SOHO SME ไปจนถึง Enterprise และหน่วยงานรายการ ซึ่งมีโอกาสการเติบโตที่มากกว่า

                ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ไหนจะเข้าไปลงเล่นในตลาดอะไร ด้วยเทคโนโลยีไหน เลเซอร์ หรืออิงค์เจ็ต

 

 

อิงค์เจ็ตพรินเตอร์ขอเปิดตลาด Enterprise

                เมื่อมองจากการเติบโตแล้ว อิงค์เจ็ตถือว่าได้เปรียบกว่าเลเซอร์ด้านเทคโนโลยี เพราะในวันนี้ เทคโนโลยีเลเซอร์ไม่ค่อยมีการพัฒนาที่มากนัก ส่วนอิงค์เจ็ตกลับมีการต่อยอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ที่มาพร้อมกับผู้เล่นในตลาดที่หันมาทุ่มเทน้ำหนักโฟกัสกับอิงค์เจ็ตมากขึ้น ในฐานะพรินเตอร์ที่จะเข้ามาแทนที่เลเซอร์ในกลุ่ม SOHO ไปจนถึง Enterprise ทีละน้อย จากความสามารถของอิงค์เจ็ตที่ก้าวข้ามความเร็วในการพิมพ์ต่อวินาทีที่ในอดีตเฉลี่ยสูงสุดเพียง 40 แผ่นต่อนาทีต่อนาทีจากการพัฒนาเทคโนโลยีหัวพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีขนาดใหญ่กว่ากระดาษ A3 หรือ A4 แล้วแต่รุ่นที่มีหัวเข็มมากจำนวนมากที่สามารถพ้นน้ำหมึกได้พร้อมๆ กันบนต้นทุนเฉลี่ยต่อแผ่นที่ถูกกว่าเลเซอร์พรินเตอร์

                และการก้าวข้ามความเร็วในการพิมพ์ของอิงค์เจ็ตได้เปิดตลาดใหม่สู่ Large Corporate ที่ก่อนหน้านั้น อิงค์เจ็ตอาจจะเป็นแค่ส่วนประกอบในองค์กรในบางหน่วยงานเท่านั้น เพราะความเร็วในการพิมพ์ยังไม่สูงพอที่จะตอบโจทย์การใช้งานเป็นเครื่องหลักในองค์กร เพราะส่วนใหญ่แล้ว พรินเตอร์ที่จะชนะใจได้นั้นจะต้องมีความเร็วในการพิมพ์ 60-100 แผ่นซึ่งเลเซอร์พรินเตอร์และเครื่องถ่ายเอกสารที่พรินต์งานได้ตอบโจทย์จุดนี้ได้

                เมื่อเทคโนโลยีไปถึง และองค์กร เปิดรับ อิงค์เจ็ตเข้ามาในองค์กรมากขึ้น จากข้อมูลของเอปสันพบว่า องค์กรขนาดใหญ่มีสัดส่วนการซื้ออิงค์เจ็ตมากขึ้น จาก 9% ในปี 2015 เพิ่มเป็น 15% ในปี 2016 และคาดการณ์ปีนี้จะมีสัดส่วนถึง 20%

                การเติบโตนี้คือโอกาส

 

 

 

ขยายตลาดสู่ Large Corporate

                เอปสันได้มองตลาด Large Corporate มีโอกาสการเติบโตจากการมองไอทีเป็นสินค้าที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อนองค์กร แต่ที่ผ่านมา เทคโนโลยีอิงค์เจ็ตยังไม่สามารถตอบโจทย์ด้านความเร็วได้

                จนในวันนี้เอปสันได้ก้าวข้ามความเร็วในการพิมพ์อิงค์เจ็ตด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีแป้นพิมพ์ขนาดใหญ่ 43 เซนติเมตร กว้างกว่ากระดาษ A3  ที่มาพร้อมหัวพิมพ์ไมโครปิเอโซจำนวนมากที่สามารถพ้นน้ำหมึกได้พร้อมๆ กัน ที่เอปสันเรียกว่า Line Head เข้ามาลงเล่นตลาดอีกรายหนึ่ง และใช้ชื่อรุ่นว่า WorkForce เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่นได้แก่ WorkForce Enterprise WF-C20590 และ WF-C17590 มัลติฟังก์ชั่นอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ความเร็วสูง ที่มีจุดเด่นความเร็วในการพิมพ์สีและขาวดำเร็วเท่ากันสูงสุด 100 แผ่นต่อนาที ทั้งการพิมพ์หน้าเดียวและหน้าหลัง มีต้นทุนที่ถูกกว่าเลเซอร์และเครื่องถ่ายเอกสาร 26% ในการพิมพ์ขาว-ดำ และ300% ในการพิมพ์สี ประหยัดค่าไฟกว่าเลเซอร์ 90% เจาะกลุ่ม Large Corporate ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน หลังจากที่เอชพี ได้เปิดตัวเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันนี้ทำตลาดในชื่อ PageWild มาก่อนหน้านั้น

                การเป็นน้องใหม่ในตลาด ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป เอปสัน ประเทศไทย มองว่าในโอกาสย่อมมีอุปสรรค์เพราะตลาดองค์กรภาพลักษณ์อิงค์เจ็ตยังคงติดอยู่กับความเร็วในการพิมพ์ต่อนาทีและปัญหาหัวหมึกตันเมื่อเกิดการใช้งานในระยะหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวข้ามจุดนี้ไปหมด และเอปสันต้องสร้างความเชื่อมั่นนี้ให้เกิดขึ้นด้วยการ Educate ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดให้องค์กรเปลี่ยนจากเทคโนโลยีเลเซอร์ หรือเครื่องถ่ายเอกสารมาเป็นอิงค์เจ็ตแทน

                ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นด้านสินค้า คุณภาพการพิมพ์ ต้นทุนต่อแผ่น และการบริการจากเอปสันอย่างเดียวไม่พอ พาร์ทเนอร์ในธุรกิจนี้เป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันตลาดด้วยการแต่งตั้งพาร์ทเนอร์ 5 ราย ที่มาจากธุรกิจเครื่องถ่ายเอกสาร ที่มีฐานลูกค้าในองค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานราชการ และโรงเรียนครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมโปรแกรมการขายที่หลากหลายทั้งซื้อขาด เช่าซื้อ และเหมาจ่ายคิดเป็นจำนวนแผ่นในการพิมพ์ต่อเดือน ซึ่งในรูปแบบหลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

                ทั้งนี้ยรรยงเชื่อมั่นว่าการเข้ามาในตลาด Large Corporate เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ เอปสันเติบโต 5% ในปีนี้ และเข้ามากินส่วนแบ่งในตลาดพรินเตอร์เลเซอร์พริินเตอร์ความเร๋็วสูงความเร็ว 69 ppm ขึ้นไปขนาด A3 5% หรือ 35 ล้านบาท จากมูลค่าตลาด 700 ล้านบาท ภายในมีนาคม 2018

3A คือทิศทาง

                เอชพีเป็นผู้หนึ่งที่เข้ามาเปิดตลาดอิงค์เจ็ตความเร็วสูงบนเทคโนโลยีแป้นพิมพ์ขนาดใหญ่ในชื่อว่า PageWild ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เอชพีมองว่า Unique เพื่อเจาะกลุ่มองค์กรก่อนหน้านี้

                ในฐานะผู้เข้าตลาดมาก่อน ปีนี้ ปวิณ วรพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย มองว่า ทิศทางของพรินเตอร์เอชพีปีนี้คือ ไปตลาด A3 ด้วยมูลค่าพรินเตอร์ขนาด A3 ทั่วโลกมีสูงถึง 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะประเทศไทยที่องค์กรยังคงต้องการพิมพ์งานใส่กระดาษอยู่

                นั่นหมายถึง เอชพีต้องการนำ PageWild เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการกินส่วนแบ่งตลาด เลเซอร์ ขนาด A3 ในประเทศไทยที่มีมูลค่า 6,194 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ด้วยความเร็วในการพิมพ์กว่า 75 แผ่นต่อนาที ต้นทุนในการพิมพ์ต่ำกว่าเลเซอร์ 50%

                การสร้างตลาดของ PageWild เน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านพาร์ทเนอร์เป็นหลัก โดยล่าสุดแต่งตั้งเมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น เป็นพาร์ทเนอร์รายสำคัญที่เคยจำมือกันเปิดศูนย์ PageWild Technology Center โชว์ศักยภาพการพิมพ์ ในการนำ PageWild รุ่น A3 เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย นอกเหนือจากสินค้าไลน์อัพอื่นๆ ที่เมโทรซิสเต็มส์เป็นตัวแทนจำหน่ายมาก่อนหน้านั้น

                การที่อิงค์เจ็ตได้ก้าวข้ามด้านความเร็วในวันนี้ อิงค์เจ็ตจะเข้ามาแทนที่เลเซอร์ได้หรือไม่ คงต้องดูต่อไปในระยะยาว

 

เรื่อง : ณัฐจิตต์ บูราณทวีคูณ วลัยรัตน์