ถ้าคุณคาดหวังว่าบทความนี้จะสร้างแรงบันดาลใจในด้านของการทำเงินเป็นล้าน ๆ เหมือนที่ผ่านมา กดปิดแล้วไปหาอย่างอื่นอ่านต่อได้เลย

แต่ถ้าคุณกำลังมองหาเรื่องราวของคนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ที่ผลกำไรไม่ใช่เงินหลักล้านแต่เป็นความสุข ก็สไลด์หน้าจอมือถือลงมา เพราะเรากำลังจะพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณเฮ้าส์-สรศักดิ์  จันทรมัณฑนา ในแง่มุมที่ไม่ใช่การเป็นมือกีตาร์ของวงเสลอ แต่เป็นในแง่ของการเป็นเจ้าของร้าน ‘Onion’ มัลติแบรนด์เล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเอกมัย 12

ต่อยอดความฝันด้วยการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก 

จากเด็กสายดนตรีที่ฝันอยากจะทำห้องซ้อมเป็นของตัวเอง แต่การจะทำห้องซ้อมดนตรีจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และเงินจำนวนมาก คุณเฮาส์จึงเริ่มเก็บสะสมเงินด้วยการรับสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศ ที่ตัวเขาเองชอบแต่งตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเริ่มจากแว่นตา ผ่านทาง E-Bay, Amazon และ Free Market ต่าง ๆ รวมไปถึงการเดินหาร้านเองจากการที่ได้มีโอกาสไปอเมริกาช่วงหนึ่ง แล้วนำมาขายต่อในไทย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 ที่คนไทยยังไม่นิยมเล่น Facebook กันมากขนาดนี้ คุณเฮ้าส์จึงใช้พวกบล็อกตามเว็บไซต์ต่างๆ อย่างที่ดังๆ ในสมัยก่อนก็คือเว็บ Overclockzone.com เป็นช่องทางในการขายสินค้า

แต่พอขายไปได้สักพัก เขาก็เริ่มอยากที่จะมีเว็บไซต์เพื่อใส่ตัวตนของความเป็นเฮ้าส์ลงไปมากกว่านี้ คุณเฮ้าส์เลยเริ่มลงมือทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง จนกลายเป็นที่มาของเว็บไซต์ onionbkk.com ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ยอดไลค์เพจ 3 แสนไลค์ ที่กลายเป็นเงินเฟ้อไปแล้ว

จากเว็บไซต์ก็ขยายมาสู่แฟนเพจบน Facebook ที่ในช่วงนั้นคุณเฮ้าส์ใช้เงินในการ Boost Post เพียง 500 บาทต่อสัปดาห์เท่านั้น และก็ด้วยความเร็วของการลงไปเล่นในสนาม Facebook มันจึงทำให้แฟนเพจของ Onion มียอดไลค์กว่า 3 แสนไลค์ภายใน 1 ปีเท่านั้น

ถึงจะเป็นตัวเลขที่ดูเยอะ แต่คุณเฮ้าส์กลับบอกกับเราว่าเดี๋ยวนี้ยอดไลค์มันเป็นอะไรที่เฟ้อไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คงเป็นยอด Reach ว่าคนจะเห็นสินค้าของเรามากแค่ไหน และนั่นก็หมายถึงโอกาสของการ turn มาเป็นยอดขายในที่สุด

ขายออนไลน์ได้ปีนึง ก็ขยายมาเปิดหน้าร้านที่สยาม

หลังจากขายทางออนไลน์ได้ประมาณ 1 ปี Onion ก็ได้ขยับขยายสาขาจากบนหน้าจอมือถือสู่พื้นที่ขนาด 2 x 4 เมตร ที่อยู่ในหลืบของสยาม แม้จะอยู่บนพื้นที่เล็ก ๆ แต่การมีหน้าร้านก็ทำให้ Onion มียอดขายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าออนไลน์ แถมยังเป็นการเพิ่มลูกค้าหน้าใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี

จนเมื่อเจ้าของพื้นที่ ๆ คุณเฮ้าส์เช่าอยู่เกิดอยากจะนำพื้นที่บริเวณนั้นไปทำอย่างอื่นแทน คุณเฮ้าส์เลยต้องมองหาโลเคชั่นใหม่ และมาลงตัวที่เอกมัยซอย 12

แม้จะเป็นย่านที่อยู่ใจกลางเมือง อยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า แต่ไม่ไกลที่ว่าก็เป็นระยะทางที่ไม่สามารถเดินเข้าไปได้อยู่ดี แล้วทำไมคุณเฮ้าส์ถึงตัดสินใจเลือกเปิดร้าน Onion ในโลเคชั่นลึก ๆ แบบนี้ เขาจึงอธิบายให้เราฟังว่า

“เรามีฝันอยากได้ร้านที่มีพื้นที่ใหญ่ ๆ แต่ถ้าจะให้หาที่ในสยามอีกเราก็คงจะสู้ราคาไม่ไหว เคยมีดูทองหล่อไว้เหมือนกันแต่ก็ยังไม่ไหวอยู่ดี

เราเลยเลือกที่จะเขยิบมาเอกมัยแทน ถึงจะลึกแต่เราก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะเราเคยอยู่ในหลืบของสยามมาก่อน”

และจนถึงในตอนนี้ Onion มียอดขายหน้าร้านอยู่ที่ 60% และยอดขายจากออนไลน์อยู่ที่ 40%

แก้ปัญหาขายสินค้าที่ต้องลองผ่านทางออนไลน์ ด้วยระบบง่ายๆ อย่างการรับคืน

ในบรรดาเสื้อผ้าและ Accessories ต่าง ๆ ของ Onion สินค้าที่ขายดีที่สุดคือแว่นตา ที่มีลูกค้ามาซื้อทั้งจากหน้าร้านและออนไลน์ แต่ในเมื่อแว่นตาคือสินค้าประเภทที่ ‘ต้องลองสวมใส่’ เขาจึงแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ด้วยการยินดีรับของคืนหากลูกค้าไม่พอใจ

“มันเป็นการสร้างความสบายใจให้กับลูกค้าทั้งก่อนซื้อและหลังซื้อ และถ้าเขามีความสบายใจในการที่จะซื้อ มันก็ทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นตามไปด้วย อย่างถ้าเวลาเขาคืน เราก็จะไม่ไปถามเขานะว่าทำไมถึงอยากคืน ขอแค่ให้สินค้ามันอยู่ในสภาพเดิมก็พอ”

รูปสินค้าที่โพสต์ขาย ต้องไม่เป๊ะร้อยเปอร์เซนต์

เพราะ ‘รูปสินค้า’ คือหัวใจหลักในการขายของออนไลน์ เมื่อถามว่าอะไรคือทริคในการถ่ายรูปสินค้าของ Onion ให้ออกมาดูสวยดูน่าซื้อแบบนี้ได้ คุณเฮ้าส์จึงตอบเรากลับมาว่า

“เราจะไม่ไดคัทเพื่อให้รูปที่ออกมาเนี้ยบที่สุด แต่เราจะถ่ายรูปสินค้าให้เหมือนกับตอนที่มันวางอยู่ในร้านมากกว่า เพราะเรารู้ดีว่าบางทีของจริงมันก็ไม่ได้เนี้ยบขนาดนั้น และบางครั้งลูกค้าเองก็ไม่ได้อยากได้อะไรที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นด้วย”

Position ของแบรนด์ คือสไตล์ของคน ไม่ใช่ราคาของสินค้า

Onion เป็นร้านมัลติแบรนด์ที่มีสินค้าตั้งแต่เสื้อราคาหลักร้อยไปจนถึง 6 หมื่นบาท เมื่อถามว่าแล้วการกำหนด Range ราคาที่กว้างแบบนี้ จะทำให้แบรนด์ดูไม่มี Position หรือเปล่า คุณเฮ้าส์จึงอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ

“เราไม่ได้กำหนด Position ของแบรนด์ด้วยราคา แต่เรากำหนดมันด้วยสไตล์มากกว่า ว่าเราคือมัลติแบรนด์ที่ขายเสื้อผ้าแนว Heritage หรือ Contemporary ไม่ว่าคุณจะมีตังค์เท่าไหร่ในกระเป๋า แต่ถ้าคุณชอบเสื้อผ้าแนวเดียวกับเราก็เดินเข้ามาที่ Onion ได้ทั้งนั้น”

เพราะคงไม่มีใครรู้หรอกว่า Income ที่แท้จริงของแต่ละคนมีมากน้อยขนาดไหน แต่สไตล์เป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้ จากสิ่งที่อยู่ภายนอกนั่นเอง

ถ้าจะทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่ชอบอะไร แต่ต้องดูว่าตัวเองเป็นคนยังไงด้วย

ในช่วงท้ายของบทสนทนา คุณเฮ้าส์เล่าให้เราฟังว่าเคยมีรุ่นน้องคนนึงมาถามเขาเหมือนกัน ว่าถ้าอยากจะเปิดร้านเสื้อผ้าแบบนี้บ้างจะต้องทำยังไง เขาจึงยกตัวเองเป็น Case Study แล้วให้คำปรึกษารุ่นน้องคนดังกล่าวกลับไปว่า

“ก่อนจะลงทุนไปกับอะไรสักอย่าง ต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบอะไรแล้วเหมาะกับอะไร อย่างเรารู้จักตัวเองเลยว่าคงไม่สามารถไปทำงานเป็นพนักงานได้ เพราะเราเป็นคนอีโก้สูง

ถามว่าเคยลองไปสมัคงานไหม ก็เคยนะ แต่เรารู้เลยว่าคนที่สัมภาษณ์เขาไม่ชอบเราตั้งแต่ First Impression หรือตอนอยู่มหาลัยที่เป็นช่วงรับน้อง ก็เป็นรุ่นน้องที่รุ่นพี่ไม่ค่อยจะชอบหน้าสักเท่าไหร่

หลายคนอาจจะคิดว่าให้เราลองแก้นิสัย แต่ในเมื่อเรารู้จักตัวเองดีอยู่แล้ว แล้วเราจะไปแก้ไขมันทำไม เราก็เลยหาอะไรที่มันเหมาะกับตัวเองทำ ซึ่งมันก็โอเคหนิ”

และแม้ตอนนี้ Onion จะไม่ได้ประสบความสำเร็จในแง่ของตัวเลขที่เห็นกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่มันก็ทำให้คุณเฮ้าส์อยู่ได้แบบสบาย ๆ แถมยังได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักซึ่งก็คือทั้งเสื้อผ้าและการทำงานในสายดนตรีที่เป็นความฝันสูงสุดของเขาอีกด้วย