“เซลฟี่ชัดถึงรูขุมขน” กลายมาเป็นจุดขายแรกที่เหล่าแบรนด์สมาร์ทโฟน เลือกมาดึงดูดเงินในกระเป๋าผู้บริโภค หากจะซื้อสมาร์ทโฟนใหม่สักเครื่อง ด้วยทราบดีว่า “แชะ โชว์ แชร์” เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้บริโภคยุคนี้ที่ขาดโซเชียลมีเดียไม่ได้

 

เซลฟี่” ใช้กันจนเกลื่อนเมือง

            เมื่อเป็นจุดที่ขายได้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการ Copy เห็นได้จากใช้กันจนเกลื่อนเมืองไปหมด ไล่ตั้งแต่สมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 5,000 บาท ไปจนถึงเครื่องราคาแพง 20,000 บาทขึ้นไป จนทำให้วันนี้การขายด้วย “ภาพเซลฟี่ชัดล้าน %” ไม่ใช่จุดแข็งอีกต่อไป

            นี่จึงกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ เมื่อ “โซนี่” จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนแฟลกชิพรุ่นใหม่ ต้องหันมาสร้างความต่างด้วยการชูจุดเด่นด้าน “ถ่ายวิดีโอ” ซึ่งถือเป็นไม้ตายที่คู่แข่งหลักในสังเวียนสมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมอย่าง แอปเปิ้ล, ซัมซุง และหัวเว่ย ยังไม่มี

            “เดี๋ยวนี้ภาพถ่ายของสมาร์ทโฟนแต่ละค่ายมีคุณภาพไม่ต่างกันมาก ในขณะที่เทรนด์ของผู้บริโภคนิยมถ่ายเป็นวิดีโอกันมากขึ้น เห็นได้จากอัพโซเชียลมีเดียที่นิยมเป็นวิดีโอ ซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์ และความรู้สึกที่เกิดขึ้น รวมถึงเหตุการณ์ได้ชัดเจนมากกว่าภาพนิ่ง”

            “ที่สำคัญโซนี่เองก็มีชื่อเสียงและKnow-how ด้านกล้องอยู่แล้ว ทั้งหมดจึงถูกรวบรวมมาใส่ใน Xperia Premium ที่เราวางให้เป็น The Video Smartphone เครื่องแรกของตลาด ” ยูโซะ ชิบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ให้เหตุผลที่โซนี่ต้องลุกขึ้นมาชูจุดเด่นด้านวิดีโอ

มาก่อนย่อมไม่กลัวเรื่อง “เลียนแบบ”

            “SONY Xperia Premium” เปิดตัวด้วยราคาสูงลิ่วถึง 25,990 บาท แอบแรงไปสักนิดเมื่อเทียบกับแฟลกชิพรุ่นก่อนหน้า “Xperia XZs” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมาด้วยราคา 21,990 บาท แต่ทั้งนี้ ยูโซะ ยืนยันว่าราคานี้คุ้มกับเทคโนโลยีที่ถูกอัดเข้าไป ทั้ง Know-how จากกล้อง Alpha และ Cyber-shot เทคโนโลยี Motion Eye ที่ถ่ายภาพ Super Slow Motion ความละเอียด 960 เฟรมต่อวินาที รวมถึงระบบกันสั่น 5 แกน

            โซนี่มั่นใจในจุดขายนี้มาก ถึงขนาดตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 10% รั้งเบอร์ 3 มาเป็น 20% ขึ้นมาอยู่เบอร์ 2 ในกลุ่มสมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมฝั่งแอนดรอยด์

            แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม แม้โซนี่จะมั่นใจว่าเป็นรายแรกที่ชูจุดขายวิดิโอ แต่อย่าลืมว่าเทคโนโลยียุคนี้ไปเร็วมาก เผลอแป๊ปเดียวก็ตามทันจึงไม่แคล้วประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับเซลฟี่ ซึ่ง ยูโซะ มองว่า หากมีคนเลียนแบบถือเป็นข้อดีด้วยซ้ำ เพราะถือป็นการกระตุ้นตลาดให้หันมาสนใจในเรื่องวิดีโอ ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบให้กับโซนี่ ที่เป็นผู้มาก่อน

แบรนด์แอมบาสเดอร์” เจาะฐานลูกค้าใหม่

            เพียงแต่จะขายด้วยวิดีโออย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะสิ่งที่โซนี่ต้องเร่งสร้างคือAwareness หรือการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ถึงข้อดีของเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามา การเปิดตัว Xperia Premium ในครั้งนี้จึงมาพร้อมกับแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของ Xperia ในเมืองไทย ซึ่งตั้งแต่เข้ามาทำตลาดก็ไม่เคยมีมาก่อน โดยโซนี่เลือก “ฌอห์ณ จินดาโชติ” ให้มารับหน้าที่นี้

            “ทำไมถึงต้องเป็น ฌอห์ณ เพราะเขามีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น รักการเดินทาง และชื่นชอบการถ่ายภาพ – วิดีโอ เพื่อแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย จึงสะท้อนบุคลิก และถ่ายทอดนิยามของ Xperia ออกมาได้อย่างชัดเจน”

            ลึกๆแล้วการเลือก ฌอห์ณ ไม่เพียงแต่มีคาแรคเตอร์ที่ตรงกับแบรนด์เท่านั้น แต่เป้าหมายที่โซนี่ต้องการคือเพิ่มฐานลูกค้าที่เป็นผู้หญิง ซึ่ง ณ เวลานี้ มีเพียง 30% ในขณะที่ฐานเดิมเป็นผู้ชายถึง 70% ดังนั้นภาพลักษณ์ของแบรนด์จะผูกติดกับผู้ชายเสียส่วนมาก ดังนั้นการเข้ามาของ ฌอห์ณ ซึ่งภาพการเป็นดาราที่มีลุคแบบสุภาพบุรุษ

จะช่วยให้ภาพลักษณ์เข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากผู้หญิงแล้ว กลุ่มแมส คนรุ่นใหม่ และผู้ที่ชื่นชอบในโซเซียลมีเดีย คือกลุ่มที่โซนี่ต้องการเพิ่มฐานแฟนคลับด้วย

ใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” ที่ไม่ใช่ช่างภาพ

            นอกเหนือจากแบรนด์แอมบาสเดอร์แล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ของโซนี่คือการใช้อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้จะเลือกเป็นช่างภาพมืออาชีพ เนื่องจากต้องการชูจุดเด่นด้านการถ่ายภาพ แต่สำหรับ Xperia Premium อินฟลูเอนเซอร์ที่ใช้กลับเป็น “สิงห์ – วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” ซึ่งปัจจุบันเป็นพิธีการรายการ เถื่อน Travel ซึ่งเป็นรายการที่จะเข้าไปถ่ายทำในพื้นที่อันตรายต่างๆของโลก

            โดยโซนี่จะให้สิงห์ใช้  Xperia Premium เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทำรายการ เถื่อน Travel แต่ยังไม่บอกว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน โดยมีเป้าหมายเพื่อโชว์ศักยภาพของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ซึ่งนอกจาก สิงห์ แล้วยังจะมีการใช้อินฟลูเอนเซอร์ในด้านอื่นๆอีก ได้แก่ กีฬา อาหาร และไลฟ์สไตล์ เป็นต้น

            ขณะเดียวกันในภาพรวมของกลุ่มสมาร์ทโฟนของโซนี่ก็ได้มีการอัดงบการตลาดเพิ่มถึง 80 ล้านบาท  เพื่อทำ TVC สื่อออนไลน์ การปรับปรุงหน้าร้าน และกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ 

            เป้าหมายที่แท้จริงของการอัดงบการตลาดของโซนี่ คือ ต้องการดันรายได้กลุ่มสมาร์ทโฟน ให้ขึ้นมาเทียบเท่า ทีวี, กล้อง, และเครื่องเสียง ที่กำลังสร้างรายได้หลักอยู่ในตอนนี้ ขณะเดียวกันการเพิ่มงบของโซนี่ก็ต้องแข่งกับแบรนด์จีนที่อัดงบลงอย่างหนักเช่นเดียวกัน เห็นได้จากข้อมูลของมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ ที่ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาของแบรนด์ดีไวซ์มือถือ เติบโต 64% จากการทุ่มเม็ดเงินของโฆษณาอย่างโหมกระหน่ำของแบรนด์จีนอย่างออปโป้ และวีโว่

            ใครจะชิงพื้นที่ในสายตาของผู้บริโภคได้มากกว่ากัน “โซนี่” จะสู้ได้ไหม คงต้องติดตามตอนต่อไปอย่างไม่กระพริบตาเลยทีเดียว สำหรับการลุกขึ้นมางัดข้อของแบรนด์ญี่ปุ่นรายนี้