ความฝันก็เหมือนรถยนต์ ที่ถ้าหากไม่เติมเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันลงไปอยู่ตลอดเวลา

ขับไปไม่กี่โล … เดี๋ยวน้ำมันก็หมด

นี่คือบทความคำคมที่ไม่ได้แค่ไปก็อปคนเท่ห์ ๆ มาให้คุณได้อ่านกัน

แต่เกิดจากคำพูด ของคนจริง ที่เราไปนั่งสัมภาษณ์ด้วยตัวเองจริง ๆ 

จากการที่ได้ไปสัมภาษณ์คนสร้างแรงบันดาลใจหลาย ๆ คนในคอลัมน์ The Inspire สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นว่าคนเหล่านี้มีเหมือนกัน นั่นก็คือการทำงานให้มากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ หาเรื่องให้ตัวเองเหนื่อยมากขึ้นแม้เงินเดือนจะเท่าเดิมก็ตาม 

ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่คุ้มกับแรงที่เสียไปสักเท่าไหร่ แต่คนเหล่านี้กลับมองว่าสิ่งที่พวกเขาได้มากกว่าเงินที่ใช้ไม่นานก็หมดไป นั่นคือประสบการณ์ในการทำงาน ความไว้วางใจจากหัวหน้าให้ทำโปรเจ็คที่ใหญ่ขึ้นไป และนั่นก็หมายถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อที่วันหนึ่งพวกเขาจะเตรียมตัวบินด้วยปีกของตัวเองอีกด้วย 

 

และไม่ใช่แค่การทำงานมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ แต่คนเหล่านี้ยังมีนิสัยแบบ ใจ-ใจ ถ้าพูดในเชิงการพนันอาจจะหมายถึงการกล้าได้กล้าเสีย หรือถ้าในภาษาของเราอาจจะหมายถึงความกล้า กล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะลองอะไรใหม่ ๆ ทั้งที่รู้ว่าถ้ามันไม่สำเร็จอย่างที่คิดไว้ ผลเสียที่ตามมาก็อาจจะทำให้พวกเขาเจ็บตัวไม่น้อยเลยทีเดียว 

อีกหนึ่งสิ่งที่เปรียบเสมือนกับน้ำมัน พลังงานที่ทำให้รถยนต์ของความฝันขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายได้นั่นก็คือ ‘ความอดทน’ อดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา อดทนที่จะมองข้ามความสบายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อวันนึงจะก้าวไปสู่ ความสบายดีที่กว่าแค่ยาวนานมากกว่าได้ หรืออดทนที่จะมุ่งไปยังจุดหมายโดยไม่แวะระหว่างทางให้เปลืองน้ำมันมาก

และด้านล่างนี้ก็คือ Quote สั้น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์ ที่เราคิดว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนความฝันของทุกคนได้ไม่มากก็ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ 

เมื่อถามว่าในตอนนั้นรู้สึกน้อยใจพ่อแม่บ้างไหม ที่ทำไมเราไม่มีเหมือนคนอื่น ๆ บ้าง สิ่งที่คุณหมวยตอบกลับมา เป็นสิ่งที่เราอยากจะให้เด็กรุ่นใหม่ได้อ่านมากที่สุด นั่นคือ

“สิ่งสำคัญคือ เราต้องทำให้พ่อแม่สบายใจ เด็กเดี๋ยวนี้อย่าคิดว่าตัวเองจะได้อะไร คุณมีแต่มานั่งเรียกร้อง ทำไมต้องเรียกร้องเพิ่ม ทำไมไม่หัดทำเอง ทำอะไรก็ได้ที่เค้าสบายใจ พี่ว่าพี่ไม่ได้คนเก่งนะ แต่พี่เป็นคนคิดดี บางทีคนเก่งเรียนจบเกียรตินิยมก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เพราะเรื่องง่าย ๆ แค่นี้ ยังคิดกันไม่ได้เลย” – ศิริญา เทพเจริญจากเด็กที่บ้านส่งเรียนถึงแค่ม.2 สู่เจ้าแม่อสังหาฯ ‘ณุศาศิริ’ ที่มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท !

พอย้ายมาที่ใหม่ ก็ได้ทำงานเยอะสมใจ ถามว่าเยอะขนาดไหนนะหรอ? ภายใน 3 ปีที่ทำงานอยู่ในนั้น อาจารย์วิศิษฎ์มีโปรเจ็คที่ถืออยู่ในมือกว่า 24 ชิ้น ทำงานวันละ 20 ชั่วโมงไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานที่อาจารย์วิ่งเข้าหาเองทั้งนั้น

 

“ถามว่าทำไมผมถึงรับโปรเจ็คเยอะทั้ง ๆ ที่เงินเดือนก็ได้เท่าเดิม อาจะเป็นเพราะผมเป็นเติบโตมาในครอบครัวคนจีน ที่ถูกสอนให้เป็นเถ้าแก่ เป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม ที่ผมขอทำงานเยอะ ๆ เพราะผมต้องการเรียนรู้ เพื่อที่วันนึง ผมจะต้องบินเองให้ได้” –วิศิษฎ์ เตชะเกษม : สถาปนิกเจ้าของผลงานวงเวียนโอเดียน เยาวราช, วัดญาณเวศกวัน , ห้องประชุมคณะรัฐมนตรีในยุคของพลเอก เปรม, ตึก Industrial Design ที่คณะสถาปัตยกรรม จุฬาฯ

แม้ทั้งสี่จะออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยตัวเองตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น แต่เมื่อเราถามว่ามีอะไรอยากจะฝากถึงเด็กยุคใหม่ที่ไม่อยากจะเป็นลูกจ้างในปัจจุบันนี้บ้าง ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

ให้ลองไปหาประสบการณ์จากการเป็นมนุษย์เงินเดือนดูก่อน อย่างน้อย ถ้าเจ๊งก็เจ๊งด้วยเงินคนอื่นไม่ต้องเข้าเนื้อตัวเอง และถ้าอยากจะออกมาทำอะไรเป็นของตัวเอง ก็ขอให้ทำในสิ่งที่รัก เพราะถ้าได้ทำสิ่งที่รักเราจะเอาหัวใจไปใส่กับมัน สนุกกับมัน และสุดท้ายถ้าคิดได้ก็รีบทำซะเลย! – MOTHER TRUCKER ฟู้ดทรักรายแรก ๆ ของไทย กับ ‘ธุรกิจที่ไม่มีแบบแผน แค่คิด แล้วทำเลย’

“ผมรู้สึกสมเพชตัวเองเมื่อก่อน เหมือนกับว่าเราเป็นช่างภาพ เป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ ที่ชี้ชวนให้คนมีความเชื่อผิด ๆ อย่างการเอาดารามาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าทั้ง ๆ ที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาไม่ได้ใช้มัน คุณเชื่อหรอว่าอั้มจะใช้มีสทีนจริง ๆ พูดแล้วก็ขำ แต่ก็ดันมีคนเชื่อเนอะ ” ชาติฉกาจ ไวกวี เจ้าของ TRULY แบรนด์รองเท้าราคา 3 พัน ที่กล้านำ ‘คนใช้แรงงาน’ มาเป็นพรีเซนเตอร์

ถามว่าทำไมคุณเมถึงไม่หยุดที่จะเรียนรู้สักที ทั้ง ๆ ที่คนอื่นในวัยเดียวกันคงคิดอยากจะอยู่บ้านพักผ่อน ใช้เงินที่ได้หลังจากเกษียณกันแบบสบาย ๆ แล้ว สิ่งที่คุณเมตอบกลับมาก็คือ

“อาจเป็นเพราะพี่เป็นคนพลังเยอะก็ได้มั้ง (หัวเราะ) พี่สนุกนะ ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีเรียนอะไรอีก พี่ก็เอานะ เรื่องเรียนนี่ยังขยันอยู่ คืออย่าไปคิด แล้วก็อย่าไปทำตัวแก่ พี่จะไม่ยอมให้สมองตัวเองหยุดนิ่ง และก็ยังมีอะไรที่อยากทำอีกตั้งเยอะแยะ

พี่เป็นคนชอบเที่ยว ก็เลยเจอแรงบันดาลใจใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าคนอื่นเขาจะใช้คำว่าทำมาหากิน แต่สำหรับพี่ใช้คำว่าทำมาหาเที่ยวน่าจะเหมาะกว่า (หัวเราะ-หนักกว่าเดิม)” เมธาวี อ่างทอง ข้าราชการที่ผันตัวสู่ดีไซน์เนอร์ พาแบรนด์ไทยไปโกอินเตอร์ตอนอายุ 59

“การเรียนจบตรงสายอาชีพที่ทำ จะทำให้เราทำงานนั้นได้ดี แต่การไม่ได้เรียนจบตรงสายอาชีพที่ทำนั้น จะทำให้เราทำงานได้ดีกว่า เพราะเราจะไม่มีกรอบความคิดว่าต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้จึงจะประสบความสำเร็จ และความไม่รู้นี่แหละจะทำให้เราสามารถคิดนอกกรอบและแตกต่างไปจากคนอื่นได้” รวิโรจน์ อัมพลเสถียร  อดีตเด็กเภสัชที่เกือบโดนไทร์ สู่เจ้าของอสังหามูลค่าหลายล้านในวัยเพียง 30 ปี