เตรียมข้อมูลให้พร้อม – หลายคนต้องเผชิญความล้มเหลวเพราะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ต่างจากการเดินเข้าห้องมืดโดยไม่รู้อะไรเลย จึงคิดไปเองว่าในห้องนั้นอาจมีภูตปีศาจอยู่ ยิ่งเมื่อคลำหาทางแล้วสัมผัสได้แค่ลม แค่อากาศผ่านมือมาเท่านั้น ขาก็ยิ่งสั่น ก้าวพลาดและสะดุดล้ม แต่ความผิดพลาดทั้งหมดนี้จะอาจไม่เกิดขึ้นเลยหากคุณมีข้อมูลเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า เปรียบไปก็เหมือนมีไฟฉาย และ GPS ให้อุ่นใจก่อนไปที่มืดหรือออกเดินทางไปที่ไม่คุ้นเคยนั่นเอง

มองมุมบวกไว้ก่อน – หลังพร้อมไปด้วยข้อมูลแล้วตัวช่วยถัดมาที่จะสกัดอาการกลัวความล้มเหลวได้คือการมองโลกในแง่ดี นี่เป็นการสร้างกำลังใจให้ตัวเองและจุดไฟแห่งความหวังให้เกิดขึ้น เชื่อมั่นว่าแม้ต้องเผชิญอุปสรรคมากแค่ไหน ปัญหามากมายเพียงใดก็จะไม่ท้อถอย ล้มกี่ครั้งก็จะลุกขึ้นยืนสู้ได้ใหม่ได้เสมอ เพราะรู้ว่าความสำเร็จที่รออยู่ปลายทางนั้นคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อและแรงงานที่เสียไป

คิดล่วงหน้าว่าถ้าเลวร้ายสุดเป็นอย่างไร – ในเมื่ออนาคตเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ คงเป็นการดีถ้าคุณคิดอย่างรอบด้านถึงผลของการกระทำที่จะตามมา แน่นอนว่าต้องรวมสถานการณ์เลวร้ายที่สุดหากก้าวพลาดเข้าไปด้วย เพราะอย่างน้อยก็เป็นการเผื่อใจ เตรียมตัว ไม่ผิดหวังเกินไปจนลุกขึ้นเดินต่อไม่ไหวและไม่แน่ว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริงคุณอาจพูดกับตัวเองว่า “ก็ไม่แย่อย่างที่คิดนี่นา”

แผนสำรองก็ขาดไม่ได้ – ถ้าใช้ 3 ข้อที่กล่าวมาแล้ว โรคกลัวความล้มเหลวยังหายอีก ให้คิดแผนสำรองเผื่อไว้ เพราะเมื่อถึงคราวคับขัน เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น อย่างน้อยคุณก็อุ่นใจได้ว่า ยังพอเดินต่อไปได้แม้ไม่เต็มร้อยก็ตามและบรรเทาผลกระทบไม่ให้รุนแรงเลวร้ายจนเกินไป ไม่ต่างจากการมียางอะไหล่ไว้ที่กระโปรงหลังรถเสมอ ช่วยให้สามารถขับต่อไปถึงอู่ข้างหน้าได้หากยาง 1 ใน 4 เส้นแตกกลางทาง

งานใหญ่เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ – โรคกลัวความล้มเหลวร้ายกว่าที่คุณคิดเพราะฉุดไม่ให้คุณกล้าฝันใหญ่ คิดไกลหรือตั้งเป้าหมายต่อเรื่องที่ทำแล้วจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้เกิดขึ้นกับชีวิต ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการวางแผนถึงโครงการเล็กๆ ที่พอทำเสร็จได้ในเวลาไม่นาน ทั้งเพื่อก่อร่างสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย กันไม่ให้เกิดอาการสำลักความคิดเรื่องจากมีแผนการเต็มหัวไปหมด เปรียบได้กับคนที่อยากพิชิตยอดเขาที่เริ่มก้าวจากตีนขึ้นไปเขาด้วยความมุ่งมั่นและมีสมาธิอยู่กับการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นลมแรงหรือหิมะต่างๆ โดยไม่ไปมองยอดเขาที่ยังอยู่ไกลลิบให้เสียเวลา

ที่มา : lifehack.com