By: รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ยิ่งนานเข้าสัดส่วนผู้สูงอายุในเมืองไทยยิ่งจะมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนประชากรช่วงอายุอื่นๆ การเตรียมวางแผนเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นประเด็นที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ให้ความสนใจศึกษาและเริ่มทดลองพัฒนาโครงการสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ

แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้สูงอายุส่วนใหญ่เน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังดูแลตัวเองได้ เช่น สวางคนิวาสของสภากาชาดไทย แล้วผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองไม่ได้ละ จะอยู่อย่างไร รูปแบบสถานดูแลผู้สูงอายุยังมีอีกหลายรูปแบบ ที่มีการใช้ในต่างประเทศและในประเทศไทยมากขึ้น มีอะไรบ้าง ผมรวบรวมมาให้แล้วครับ

 

รูปแบบที่อยู่อาศัยและบริการดูแลผู้สูงอายุ

 

รูปแบบที่อยู่อาศัยและบริการดูแลผู้สูงอายุมีอยู่ 5 รูปแบบ ดังนี้

 

1.การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิม เพื่อรองรับกายภาพที่เปลี่ยนไปตามวัยของผู้สูงอายุ ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ในห้องน้ำ ราวจับ เปลี่ยนบันไดเป็นทางลาดเพื่อความสะดวกในการใช้รถเข็น การเปลี่ยนพื้นห้องเป็นพื้นที่ช่วยลดแรงกระแทกจากการล้ม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้งในที่อยู่อาศัย เช่น กล้องที่ตรวจจับการล้ม ระบบเรียกรถฉุกเฉิน หรือบริการที่เก็บค่าสมาชิกรายเดือนในการส่งพยาบาลหรือหมอเข้ามาตรวจเยี่ยมเดือนละ 1-3 ครั้ง ร่วมกับการให้คำปรึกษาหรือพูดคุยช่วยเหลือกับผู้สูงอายุเพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ได้โดยไม่ต้องมีผู้ดูแลประจำ หรือลูกหลานหาคนมาอยู่ดูแลเองภายใต้การให้คำปรึกษาแนะนำและตรวจเยี่ยมของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

รูปแบบนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมในประเทศไทย จากค่านิยมที่บุตรหลานมีทัศนคติไม่ดีต่อการส่งผู้สูงอายุเข้าไปอยู่ในสถานดูแล อีกทั้งค่าใช้จ่ายในรูปแบบนี้ค่อนข้างต่ำเพราะเป็นการดูแลกันเองที่บ้าน จึงไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ไม่ต้องมีบุคลากรของศูนย์มาอยู่ประจำ โดยการตรวจเยี่ยมถึงบ้านอาจซื้อเป็นบริการเสริมเท่าที่จำเป็นทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำกว่ารูปแบบอื่น

ปัจจุบัน บริษัท เอสซีจี ได้พัฒนาทั้งตัวบ้านสำเร็จรูปและอุปกรณ์ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริการให้คำปรึกษาและตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุถึงบ้านก็มีทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเริ่มให้บริการอยู่บ้าง และน่าจะเห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเฝ้าระวัง และดูแลผู้สูงอายุโดยไม่ต้องส่งคนเข้าไปอยู่ดูแลที่บ้าน

 

2.สถานดูแลผู้สูงอายุเฉพาะกลางวัน (Day Care) เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุที่รับฝากผู้สูงอายุไว้ดูแลในช่วงกลางวันที่ลูกหลานออกไปทำงานแล้วไม่ต้องการให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านลำพัง อาจเป็นเพราะผู้สูงอายุมีอาการหลงลืมหรือโรคอัลไซเมอร์ ที่หากไม่มีคนอยู่ดูแลอาจเดินหลงออกไปนอกบ้านแล้วกลับบ้านไม่ถูกหรือเปิดแก๊สทิ้งไว้ หรือบุตรหลานกลัวว่าผู้สูงอายุอาจจะเหงาจึงต้องการให้อยู่ที่ศูนย์ดูแลจะได้มีเพื่อนในการพูดคุยและทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการดูแลเรื่องอาหารและการเตือนเรื่องการรับประทานยา

สถานดูแลผู้สูงอายุแบบ Day Care นั้น ดำเนินการไม่ยากเนื่องจากไม่ต้องมีที่พักค้างคืน จึงอาจเปิดบริการในศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน หรือบ้านที่พอมีบริเวณก็ได้โดยศูนย์อาจจัดให้มีหมอเข้ามาตรวจเยี่ยมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง มีพยาบาลมาช่วยเจาะเลือด ตรวจวัดความดัน และบันทึกประวัติไว้ให้เป็นประจำเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ

ผมเชื่อว่าในอนาคตน่าจะมีบริษัทใหญ่ๆ บางแห่งเริ่มมีบริการ Day Care ให้พนักงานนำญาติผู้ใหญ่มาฝากดูแลระหว่างมาทำงานเพื่อเป็นสวัสดิการให้พนักงานและช่วยลดปัญหาการลางานหรือลาออกเพื่อไปดูแลพ่อแม่ โดยบริการ Day Care อาจมีบริการเสริม เช่น การพาผู้สูงอายุออกไปพบแพทย์ตามเวลานัด บริการตรวจสุขภาพ ให้คำแนะนำด้านอาหารและดูแลสุขภาพ การจัดนำเที่ยวสำหรับผู้สูงวัย เป็นต้น

 

3.บ้านพักผู้สูงอายุ (Residential Home) เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุแบบอยู่ประจำที่รับผู้สูงอายุที่สามารถดูแลตัวเองได้คล้ายการให้บริการแบบ Day Care แต่มีที่พักประจำให้ บ้านพักผู้สูงอายุอาจพัฒนาแบบให้เช่าเป็นรายเดือนรายปี ขายเป็นสิทธิการเช่าระยะยาว เช่น 20ปีหรือจนกว่าจะเสียชีวิตหรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เช่น สวางคนิวาสหรืออาจพัฒนาเป็นอสังหาริมทรัพย์แบบอาคารชุดหรือหมู่บ้านจัดสรรที่มีผู้สูงอายุเป็นเจ้าของแล้วมีบริการส่วนกลางที่ตอบสนองวิถีชีวิตของผู้สูงอายุก็ได้

โครงการรูปแบบดังกล่าวปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ความสนใจและทำการพัฒนาออกมาแล้วหลายโครงการ เช่น วิลล่ามีสุข เชียงใหม่ หรือ บางไทรฮอสปิทอลเฮ้าส์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

4.สถานบริบาล (Nursing Home) เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดูแลตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น พิการ ต้องมีคนช่วยป้อนอาหาร อาบน้ำเองไม่ได้ เป็นอัลไซเมอร์ จำเป็นต้องมีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการอบรมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ธุรกิจสถานบริบาลแบบนี้ ปัจจุบันมีทั้งโรงพยาบาลและสถานบริบาลนอกโรงพยาบาล หลายแห่งที่ทำธุรกิจนี้ โดยมีอัตราค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000-1,500 บาทต่อวัน หรือรายเดือนประมาณ 15,000-40,000บาทต่อเดือน (ไม่รวมค่ายา เวชภัณฑ์ ผ้าอ้อมและบริการเสริมอื่นๆ)

 

5.สถานดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้าย (End of life care) เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้โดยสิ้นเชิง เป็นกลุ่มนอนติดเตียง ต้องให้อาหารทางสาย ไม่อาจสื่อสารด้วยการพูดคุยตามปกติได้ เป็นการดูแลที่เน้นการลดความเจ็บปวดหรือดูแลทางร่างกายให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีสุดในช่วงสุดท้ายของชีวิต

 

สถานดูแลระยะสุดท้ายนี้ ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการจะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ให้บริการสถานบริบาล โดยอาจให้บริการในศูนย์เดียวกันแต่แยกพื้นที่ออกมาหรือแยกอาคารออกมาต่างหาก เนื่องจากผู้สูงอายุที่ทางศูนย์ดูแลในสถานบริบาลเมื่อร่างกายเสื่อมถอยมาสู่ขั้น End of life แล้ว ทางญาติต้องการให้ศูนย์ช่วยดูแลต่อ จึงต้องขยายบริการมารองรับผู้สูงอายุในระยะสุดท้ายด้วย

แต่ก็มีสถานบริบาลและบ้านพักผู้สูงอายุและบ้านพักผู้สูงอายุจำนวนมากก็ไม่อาจรองรับผู้สูงอายุระยะสุดท้ายได้เนื่องจากไม่มีบุคลากรและเครื่องมือเพียงพอหรือไม่ต้องการรับความเสี่ยงที่อาจถูกฟ้องร้องจากญาติกรณีผู้สูงอายุเสียชีวิต ก็จะส่งผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลหรือแนะนำญาติให้ส่งผู้สูงอายุไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้าย

ตัวอย่างสถานดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายในประเทศไทย เช่น สถานพยาบาลผู้ป่วยเรื้อรังกล้วยน้ำไท, ศาลายาเนอร์สซิ่งโฮม เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานพยาบาลในเครือข่ายของโรงพยาบาลหรือเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขจัดให้สถานดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายไว้ในหมวดโรงพยาบาลผู้ป่วยเรื้อรัง

 

ผู้อ่านพอจะเข้าใจแล้วครับว่า สถานดูแลผู้สูงอายุนั้น ยังแบ่งรูปแบบการให้บริการได้หลายประเภท แต่ละประเภทก็มีรูปแบบการบริการที่ต่างกัน ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในการให้บริการ แต่บางรายอาจเลือกให้บริการครอบคลุมหลายๆ รูปแบบเพื่อรองรับความต้องการในระยะที่ต่างกันของผู้สูงอายุ

ยิ่งเราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยลึกเท่าไร ยิ่งมีความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุในทุกรูปแบบมากขึ้นเท่านั้น ผมและท่านผู้อ่าน วันหนึ่งเราก็ต้องไปถึงจุดที่ต้องใช้บริการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในฐานะลูกค้าแต่ถ้ามองเป็นธุรกิจ นี่ก็เป็นโอกาสที่น่าสนใจถ้าจะต้องไปอยู่สถานดูแลผู้สูงอายุอยู่ในเจ้าของหรือหุ้นส่วนน่าจะดีกว่าอยู่ในฐานะลูกค้าใช่ไหมครับ