ในอดีต Instagram ถือเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ให้ชาวโซเชียลเข้าไปเสพรูปภาพ เสพวิดีโอสวยๆ เพียงอย่างเดียว โดยกะให้มีโฆษณาน้อยที่สุด

แต่หลังจากที่จำนวนผู้ใช้ขยับเป็น 600 ล้านคนต่อเดือน 200 ล้านคนใช้ทุกวัน ตอนนี้รายได้โฆษณาจาก Instagram กลายเป็นรายได้ที่ Facebook ต้องให้ความสำคัญ โดยปีที่ผ่านมาเราจะเห็น Features ใหม่ๆ ที่คิดเองบ้าง ไม่ได้คิดเองบ้าง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้ และแบรนด์

แต่ถึงแม้ว่า Instagram จะสร้างระบบเพื่อรองรับการโฆษณามากขนาดไหน แบรนด์โดยเฉพาะ SMEs ก็ยังไม่เข้ามาอย่างจริงจังสักที

โดยจากการสำรวจของ Manta ในเดือนตุลาคมปีที่แล้วพบว่า จาก 1,500 SMEs มีเพียง 20% เท่านั้นที่กดจ่ายเงินเพื่อโปรโมต และซื้อแอดบน Instagram

ส่วน 80% ฟังให้ดีๆ ถ้าไม่อยาก Out ไปมากกว่านี้

 

VISUAL CONTENT ยังไงก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

ถึงแม้ว่าคนจะชอบอ่านเรื่องดราม่า อ่านบทความที่มีสาระ แต่สุดท้ายแล้ว เป็นรูปภาพ และวิดีโอมากกว่าที่กระตุ้นให้อยากซื้อ

งานวิจัยพบว่า 65% ของประชากร เป็นคนที่จดจำข้อมูลด้วยรูปภาพ (Visual Learners) นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าเว็บไซต์ที่เน้นไปทางภาพและวิดีโอจะได้ ยอดวิวมากกว่า เว็บทั่วไป ถึง 94% และนักการตลาดที่เข้าใจเรื่องนี้

 

Instagram เอาใจร้านค้าเต็มที่

จากข้อมูลของ Instagram เอง พบว่า 60% ของผู้ใช้คุ้นเคยกับสินค้าและบริการบน Platform อยู่แล้ว และ 75% กดเข้าไปดูทันทีหากโพสต์ไหนน่าสนใจ ซึ่ง Instagram ก็มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Direct Response เพื่อให้ลูกค้ากดเข้าร้านและซื้อของโดยง่าย และก็ Shopping Tags เพื่อนำเสนอร้านที่น่าสนใจ

การที่มีปุ่มประเภท Call to Action ประเภทนี้ทำให้ยอดขายเพิ่มได้จริงๆ โดยบริษัทโฆษณา Nanigans กล่าวว่าลูกค้าของเขาซื้อโฆษณาเพิ่มขึ้นจาก 31% ในปี 2015 เป็น 54% ในปี 2016

 

Mobile Video กำลังพีคต่อเนื่อง

  • ข้อมูลจาก Ooyala พบว่า 51% ของวิดีโอที่ถูกเล่นเกิดบนมือถือ ซึ่งมากขึ้น 15% จากปี 2015 หรือ 203% จากปี 2014
  • AOL รายงานว่า 57% ของผู้บริโภคดูวิดีโอบนมือถือทุกวัน
  • และ งบโฆษณาที่หายไปจากทีวี 63% วิ่งเข้า Mobile Video

 

ถึงแม้ว่าคนไทยจะยังใช้โฆษณาใน Instagram แบบฝากร้านเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าอยากสร้างแบรนด์ให้เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ก็ควรใช้ความคิดสร้างสรรค์บน Instagram Snapchat หรือ Platform ที่ลูกค้าของคุณอยู่ เพราะโฆษณาแบบเดียวกันไม่สามารถใช้บนทุก Platform ได้

 

ที่มา : Advertising Age