เป็นภาพชัดเจนแล้วว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือเรียกสั้นๆว่า EV Car จะกลายเป็นภาพความจริงในอนาคต เมื่อรัฐบาลไทยทลาย “กำแพง” การตลาดให้แก่ค่ายรถยนต์ด้วยข้อเสนอการลดภาษีสรรพสามิตมากกว่า 50% สำหรับรถในกลุ่ม Hybrid โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขคือต้องเป็นรถที่ใช้ แบตเตอรี่ ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

 

เตรียมขับ Hybrid & Plug in hybrid

ในราคา Mass      

 

            อย่างที่รู้รถ  Hybrid และ Plug in hybrid ต้นทุนที่ต้องแบกรับอย่างหนักนั้นคือแบตเตอรี่ที่คิดเป็นเกือบๆ 50% ของต้นทุนการผลิตรถ 1 คัน การที่รัฐบาลมอบของขวัญการตลาดชิ้นนี้ ก็เพื่อเดินไปสู่ Roadmap ให้คนไทยค่อยๆ เลิกใช้รถเครื่องยนต์สันดาปมาสู่รถพลังงานไฟฟ้า ส่วนเป้าหมายแอบแฝงที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่อันดับ 1 ในอาเซียน

 

            และแน่นอนก่อนจะไปสู่ปลายทางถนน EV Car ปฎิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีรถในกลุ่ม Hybrid มาแทรกคั่นกลางด้วยราคาขายในราคาเชิง Mass

 

            เหตุผลเพราะทุกค่ายรถในบ้านเราเลือกจะไม่หลอกตัวเองและลูกค้าว่า ณ เวลานี้ โครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จไฟ ยังไม่สามารถกระจายได้ทั้่วประเทศ และยังไม่รู้จะใช้เวลาอีกกี่ปี อีกทั้งเทคโนโลยี EV Car ที่มีอยู่ในมือของทุกๆ ค่ายรถยนต์ในเวลานี้ก็ใช่ว่าจะสมบรูณ์แบบ 100% ซึ่งยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกระยะหนึ่ง

 

            ทำให้สัญญาณค่ายรถที่ส่งไปถึงลูกค้าตัวเองคือให้ค่อยๆ เตรียมตัวเปลี่ยนรถคันใหม่มาสู่เทคโนโลยีในกลุ่ม Hybrid ที่ในอนาคตอันใกล้จะขายในราคาเชิง Mass เข้าถึงได้ง่าย เพียงแต่ความกังวลใจของผู้บริโภคตอนนี้เอง คือยังไม่มีค่ายรถค่ายไหนตอบได้เต็มเสียงชัดเจนว่ารถในกลุ่ม Hybrid รุ่นแบตเตอรี่ลดภาษี 50% จากรัฐบาลจะมีราคาเท่าไร ?

 

แบตเตอรี่ ก้อนไหนดีกว่ากัน

 

            แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ และกำลังทำให้ค่ายรถต้องคิดหนักนั้นคือการลดภาษีของรัฐบาลในครั้งนี้เลือกที่จะให้สิทธิ์รถที่ใช้ “แบตเตอรี่ นิเกิล” ด้วยไม่ใช่แค่ “แบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออน” อย่างที่หลายค่ายคิดมาก่อนหน้านี้

 

            คำถามคือแล้ว “แบตเตอรี่ นิเกิล”   นั้นมีข้อเสียมากแค่ไหน ทำไมค่ายรถยนต์บางค่ายถึงส่ายหน้าหนี คำตอบคือนอกจากไม่สามารถชาร์ทไฟได้ตามใจผู้ใช้เพราะต้องรอให้ ไฟหมดถึงจะชาร์จพลังงานไฟฟ้าเข้าไปในแบตเตอรี่ได้ เพื่อป้องกัน memory effect 

 

            สิ่งที่น่าแสลงใจเป็นที่สุดนั้นคือ “แบตเตอรี่ นิเกิล” ไม่สามารถพัฒนาต่อยอดนำไปใส่ลงในรถ EV car ข้อดีเพียงอย่างเดียวของ “แบตเตอรี่ นิเกิล” คือมีราคาที่ถูกมากหากเทียบกับ “แบตเตอรี่ ลิเทียม-ไอออน”

 

            ในขณะที่  แบตเตอรี่ “ลิเทียม-ไอออน” มีกำลังไฟสูง,ชาร์จได้ตลอดเวลาแม้ไฟยังไม่หมด,น้ำหนักเบา และที่สำคัญที่สุดเป็นแบตเตอรี่เพียงชนิดเดียวที่สามารถนำมาต่อยอดไปสู่การผลิต EV Car

 

            ที่นี้ความ “หนักใจ” ของบางค่ายรถนั้นคือ เทคโนโลยีรถคันกลางที่จะเกิดขึ้นในเชิง Mass อย่าง Hybrid และ Plug in hybrid ก็จะมีรถให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออยู่สองทางนั้นคือซื้อรถที่ใช้ “แบตเตอรี่ นิเกิล” ราคาถูกหรือจะเพิ่มเงินอีกมากพอสมควรเพื่อซื้อรถที่ใช้ “แบตเตอรี่ ลิเทียม-ไอออน”

 

            “ รัฐบาลเปิดโอกาสลดภาษี แบตเตอรี่ นิเกิล ด้วยแน่นอนความจริงในอนาคตที่จะเกิดขึ้นคือรถที่ใช้แบตเตอรี่ นิเกิล จะมาแย่งยอดขายและ Demand ของ แบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออน ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่จะต่อยอดไปสู่รถ EV car” ผู้บริหารระดับสูงรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นแบรนด์หนึ่งแสดงความเห็นในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

 

Volume เท่านั้นคือคำตอบแห่งอนาคต

           

            น่าสนใจตรงที่ว่า การจะผลิตสินค้าใดสินค้าหนึ่งย่อมต้องการ Volume ในการผลิตสูงเพื่อที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหนึ่งยูนิตมีต้นทุนต่ำ และการผลิต EV Car ก็อยู่ในกฎเกณฑ์นี้ด้วยเช่นกัน โดยมีแบตเตอรี่ “ลิเธียม-ไอออน” เป็นชิ้นส่วนสำคัญ

 

            ปัญหาเลยมาอยู่ที่ว่าหากถึงวันที่ Infrastructure ทุกอย่างพร้อมเดินไปสู่ยุค Ev car เต็มตัวแต่ภาพรวมอุตสหกรรมรถยนต์ในกลุ่มสายพันธุ์ Hybrid ยังใช้ “แบตเตอรี่ นิเกิล” เป็นจำนวนมากสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นคือการผลิต “แบตเตอรี่ ลิเธียม” มี Volume ต่ำ

 

            Effect ที่ตามมาติดๆ นั้นคือต้นทุนการผลิต EV Car ก็ยังอยู่ในระดับสูง ถึงแม้จะมี “ตัวช่วย” การลดภาษีแบตเตอรี่ 50% แล้วก็ตามที ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือราคาปิดป้ายขาย Ev car ก็ยังไม่ใช่ราคาที่ถูกเข้าถึงง่ายเหมือนอย่างที่ใครๆ คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้

 

            ถ้าบทสรุปเป็นเช่นนี้จริงๆ สามารถคาดเดาได้ไม่ยาก นั้นคือจะมีผู้บริโภคจำนวนมหาศาลที่ยังเลือกที่ขับรถ Hybrid คันเดิมไม่ยอมเขยิบควักเงินซื้อ EV car ซึ่งนั้นแปลว่าความพยายามของรัฐบาลที่ยอมสูญเสียรายได้จากการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อให้ EV Car “แจ้งเกิด” ในเมืองไทย อาจจะกลายเป็นเรื่องสูญเปล่าเลยก็มีความเป็นไปได้ไม่ใช่น้อย

 

            ถึงบทสรุปท้ายเรื่องจะเป็นอย่างใด แต่สิ่งที่เชื่อได้ 100% นั้นคือทุกค่ายรถต้องเดินตามกฎกติกานี้อย่างเคร่งครัด และใครจะทำได้ดีแค่ไหน ใครจะเลือกใช้แบตเตอรี่ชนิดใด คงขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจ และการค้นหาช่องว่างตลาดที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

 

            ส่วนค่ายไหน ? จะประสบความสำเร็จแล้ว “แบตเตอรี่ ชนิดไหนที่จะครองตลาดที่จะเป็นตัว “ชี้วัด” ในอนาคตว่าราคารถ EV Car จะติดป้ายขายราคาอยู่ที่เท่าใด

 

            ผู้ให้คำตอบได้มีเพียง ผู้บริโภค เท่านั้นว่าจะตอบสนองเลือกซื้อเทคโนโลยีแบบไหน? ที่ค่ายรถนำมาเสิร์ฟ

 

 

เปลือย โปโมขั่นรถสายพันธุ์ Hybrid

ในวันที่ภาษีสรรพสามิตลดกระหน่ำ 50%

 

            อย่างที่รู้การเก็บภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลนั้นใช้วิธีคิดการปล่อยไอเสีย แต่เมื่อต้องการกระตุ้นให้รถ EV Car บ้านเราเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เลยมีการลดภาษีสรรพสามิตในกลุ่มรถสายพันธุ์ Hybrid ที่ใช้ แบตเตอรี่ ที่ผลิตในประเทศไทย

            สำหรับรถที่ปล่อยไอเสียตํ่ากว่า 100 กรัม/กิโลเมตร        อัตราลดลงจาก 10% เหลือ 5%

            สำหรับรถที่ปล่อยไอเสีย 100-150 กรัม/กิโลเมตร       อัตราลดลงจาก 20% เหลือ 10%

            สำหรับรถปล่อยไอเสีย 100-150 กรัม/กิโลเมตร                    อัตราลดลงจาก 25% เหลือ 12.5%

            สำหรับรถปล่อยไอเสีย 200 กรัม/กิโลเมตร                อัตราลดลงจาก 30% เหลือ 15%

            สำหรับรถไฟฟ้า EV Car                                            จาก 10% จะเหลือแค่ 2 %

ที่มา : สรรพสามิต

ตามไปดูรัฐบาลแต่ละประเทศ

ฉีดสารกระตุ้น  EV car

 

ประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป้าหมาย นโยบายการส่งเสริม EV car
จีน ประสบปัญหาหมอกควันพิษรถยนต์ตามหัวเมืองใหญ่ คนที่ซื้อรถ EV car จะได้เงินชดเชย 60,000 หยวนประมาณ 310,000 บาท
ญี่ปุ่น ค่ายรถญี่ปุ่นพยายามผลักดัน แต่ต้องการให้รัฐสนับสนุน ปี 1996 สนับสนุนชดเชยราคาส่วนต่างระหว่างรถพลังงานไฟฟ้า, Hybrid,กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันปกติ ให้สูงสุด 50%
เกาหลีใต้ เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลมองว่าเกาหลีใต้มีมลพิษมากเกินไป ลดภาษีซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 14 ล้านวอน (ประมาณ 416,000 บาท) รวมทั้งได้สิทธิ์ในการซื้อประกันภัยในราคาพิเศษ, ส่วนลดค่าที่จอดรถและทางด่วน
เยอรมัน ตั้งเป้าหมายว่าบนถนนจะมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งอยู่ 1 ล้านคันภายในปี 2020 เริ่มต้น งดเก็บภาษีรถ EV car นาน 5 ปี ก่อนเพิ่มเป็น 10 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมกับช่วยชดเชยในการซื้อรถ EV car ที่ซื้อใช้ส่วนตัว 5,000 ยูโร

 

           

ที่มา : วิกิพีเดีย