จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีจำนวนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตรวมกันมากถึง 60,990,908 ใบ แบ่งเป็น บัตรเอทีเอ็ม 10,791,481 ใบ และบัตรเดบิต 50,199,427 ใบ แต่วัตถุประสงค์ในการใช้บัตรของทั้ง 2 ประเภทนี้คือ กดเงินสด และโอนเงินผ่านตู้เป็นหลัก โดยผู้ใช้บัตรเดบิตส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าบัตรเดบิตสามารถใช้รูดซื้อสินค้า ชำระบริการผ่านเครื่องรูดบัตรได้เฉกเช่นเดียวกับบัตรเครดิตเพียงแต่บัตรเดบิตจะเป็นการหักเงินโดยตรงไปยังบัญชีธนาคารที่ใช้คู่กับบัตร

                เพราะจากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าในปี 2559 มีผู้ใช้งานบัตรเดบิตถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มมากถึง 6,700 พันล้านบาท จำนวน 1,466,572 พันครั้ง ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่นโอนเงิน ชำระสินค้าและบริการผ่านตู้เอทีเอ็ม 4,388 พันล้านบาท จำนวน 431,842 พันครั้ง และชำระค่าสินค้าและบริการ ณ จุดขายผ่านเครื่องรูดบัตร 159 พันล้านบาท จำนวน 70,555 พันครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าไม่ถึง 2% และจำนวนในการใช้งานไม่ถึง 4% เมื่อเทียบกับยอดธุรกรรมผ่านบัตรเดบิตทั้งหมด

 

ปัญหาคือเครื่องรับบัตรยังมีน้อยค่า Fee ที่แพง

            นอกจากความไม่รู้ของคนใช้บัตรเดบิตที่สมัครใช้งานเพราะพนักงานธนาคารแนะนำและเข้าใจเพียงว่าบัตรเดบิตก็คือบัตรเอทีเอ็มที่ใช้กดเงินสด อุปสรรค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเครื่องรับบัตรเดบิตยังมีน้อย และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าขนาดใหญ่ ส่วนร้านค้ารายย่อยยังติดตั้งเครื่องนี้ไม่แพร่หลายนักจากร้านค้าไม่อยากรับภาระค่าใช้จ่ายในการรับชำระผ่านบัตรที่จะต้องเสียค่า Fee1.5-2.5% ต่อรายการ  เมื่อเกิดการรับชำระเงินผ่านบัตรทุกครั้ง ไม่รวมถึงค่าติดตั้งเครื่อง ค่ามัดจำเครื่อง ค่าเช่า และค่าสลิปที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อแรกกับความสะดวกสบายในการชำระเงินของลูกค้า

 

                แผนของกระทรวงการคลังคือการผลักดันให้เกิดการติดตั้งเครื่อง EDC รับชำระผ่านบัตรเดบิต/เครดิตเพิ่มอีก 560,000 เครื่อง ให้ 7 ธนาคาร ได้แก่ 2 เครือข่ายได้แก่ กิจการการค้าร่วมโครงการอีเพย์เมนต์ซึ่งมีธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย และ “TAPS” (Thai Alliance Payment System) ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย และธนาคารธนชาต เป็นผู้ติดตั้งกระจายไปตามร้านค้า และหน่วยงานราชการ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2561 และเก็บค่า Fee เมื่อชำระผ่านบัตรผ่านจุดรับบัตรในประเทศไม่เกิน 0.55% ต่อรายการสำหรับภาคเอกชน และส่วนราชการได้รับการยกเลิกค่า Fee 2 ปีแรก

                พร้อมแคมเปญกระตุ้นให้เกิดการชำระเงินผ่านบัตรเดบิต ผ่านโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตชำระสินค้าผ่านเครื่องรูดบัตร นาน 12 เดือน มูลค่ารวมทั้งสิ้น 84 ล้านบาท เริ่มแจกโชคในเดือนมิถุนายน 2560 เป็นเดือนแรก โดยใช้ข้อมูลการทาธุรกรรมในเดือนพฤษภาคม 2560 และร้านค้าที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท ที่เครื่องรับชำระเงิน หรือปรับปรุงเครื่อง

พร้อมการ์ด เดบิต มาสเตอร์การ์ด ต่อยอดเทคโนโลยีบัตรเดบิต

ในฐานะที่ National ITMX ที่มีชื่อเดิมว่า ATM Pool มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระบบหลังบ้านในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารในประเทศไทยเข้าด้วยกัน มีเช่นการกดเงินสดระหว่างธนาคาร หรือการโอนเงินระหว่างธนาคาร ผู้อยู่เบื้องหลังบริการชำระเงินอิเลคทรอนิกส์ในรูปแบบ AnyID e-Payment ผ่านบริการ PromptPay โอนเงินด้วยหมายเลขมือถือที่ลงทะเบียน PromptPay ในปีที่ผ่านมาเป็นโครงการแรก

 

ปีนี้ National ITMX ได้ต่อยอดสู่  Prompt Card ซึ่งเป็นโครงการที่ 2 ของแผนการพัฒนาระบบการชำระเงินแห่งชาติ (National e-Payment) ในการดำเนินโครงการขยายการใช้บัตร (Card Usage Expansion & Promotion) โดยร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ด ผู้นำเทคโนโลยีทางการเงินระดับโลก พร้อมจุดชำระผ่านบัตรทั่วโลกมากกว่า 40 ล้านจุด จัดทำบัตร PromptCard Debit Mastercard ในรูปแบบ Co-Brand Payment เป็นรายแรกของไทย เพื่อหวังนำเทคโนโลยีทางการเงินที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาใช้ประโยชน์กับบัตรเดบิต PromptCard ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย และการรับชำระเงินผ่านอิเลคโทรนิคในประเทศไทยเพื่อให้การให้บริการบนเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดยนำร่องใช้กับ 4 ธนาคารที่ตอบรับการใช้บริการก่อนได้แก่ ธนาคาร ซิตี้แบงก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต และธนาคารยูโอบี โดยธนาคารซิตี้แบงก์ จะเป็นธนาคารแรกที่ออกบัตร PromptCard Debit Mastercard ในเดือนมิถุนายน 2560

                ทั้งนี้จากยุทธ์ศาสตร์ National e-Payment ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารในประเทศ และพร้อมยกระดับผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลไร้เงินสดของภาครัฐ โดยมีโครงการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและเดบิตที่ออกโดยธนาคารไทยสู่บัตรชิพการ์ดที่มีความปลอดภัยกว่า ที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มเปลี่ยนผ่านบัตรเอทีเอ็มและเดบิตรูปแบบเดิมสู่ระบบชิพการ์ดตั้งแต่15 พฤษภาคม 2559 จนถึงปี 2562 ที่บัตร 70 ล้านใบในระบบจะต้องเป็นบัตรชิพการ์ดทั้งหมด

 

บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตในไทย*

บัตรเอทีเอ็ม 10,791,481 ใบ

บัตรเดบิต 50,199,427 ใบ

รวม 60,990,908 ใบ

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

*ปี 2559

 

คนไทยใช้บัตรเดบิตเพื่อถอนเงินสด*

ถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม  6,700 พันล้านบาท จำนวน 1,466,572 พันครั้ง

ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่นโอนเงิน ชำระสินค้าและบริการผ่านตู้เอทีเอ็ม 4,388 พันล้านบาท จำนวน 431,842 พันครั้ง ชำระค่าสินค้าและบริการ ณ จุดขายผ่านเครื่องรูดบัตร 159 พันล้านบาท จำนวน 70,555 พันครั้ง

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

*ปี 2559

 

เครื่องรูดบัตรในประเทศไทย

2559       474,363 เครื่อง ส่วนใหญ่กระจุกตัวในโมเดิร์นเทรดและห้างสรรพสินค้า

2561       1 ล้านเครื่อง โดยติดตั้งเพิ่ม 560,000 เครื่อง กระจายตามร้านค้าและสถานที่ราชการทั่วประเทศ