70 ปีทองของเซ็นทรัล 

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการของกลุ่มเซ็นทรัล โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมามียอดขาย 332,700 ล้านบาท
โตถึง 17.2 % เทียบกับปี 2558 

รายได้ทั้งหมดมาจาก9 ธุรกิจหลักคือ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า, กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์เครื่องเขียน หนังสือ และ ออนไลน์, กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจบริหารและจัดการสินค้านำเข้า, กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา, กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร และ กลุ่มธุรกิจในประเทศเวียดนาม

วันนี้นอกจากเซ็นทรัล จะขยายอาณาจักรไปทั่วประเทศไทยแล้ว ยังกลายเป็น Bigplayer บนรันเวย์โลก โดยปักหมุดไปแล้วใน 18 ประเทศ และปีนี้เป็นปีแรกที่จะไปบุกประเทศแถบมิดเดิลอีสต์ด้วย

ในปีที่ผ่านมาทศกล่าวว่า เป็นปีที่เซ็นทรัล ให้ความสำคัญกับการรีโนเวทโครงการต่างๆ ทั้งในเมืองไทย และในยุโรป แต่มีธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจของเซ็นทรัลกรุ๊ป คือ ธุรกิจคอนโดมิเนียม ที่เคยพัฒนามาในอดีต แต่หยุดไปประมาณ 30 ปี กลับมารุกใหม่ โดยปี 2559 เปิดไป 3 โครงการ ที่เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น ซึ่งขายหมดไปแล้ว 

และยังสร้างบิ๊กดีลด้วยการไปซื้อ 2 กิจการ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เวียดนาม ด้วยเงิน 4 หมื่นล้านบาท และซาโลร่า (Zalora) ทั้งในประเทศไทย และเวียดนามเพื่อขยายกิจการออนไลน์ของกลุ่ม

“แต่สิ่งที่เราภาคภูมิใจมากที่สุด คือการ
ที่ห้างสรรพสินค้าลารินาเชนเต เมืองมิลาน
ประเทศอิตาลี ได้รับรางวัล “ห้างสรรพสินค้า
ที่ดีที่สุดในโลก” โดยสมาคมห้างสรรพสินค้าโลก IGDS ซึ่งเซ็นทรัล ชิดลมก็เคยได้ที่ 3 เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ห้างของเราได้เป็นที่ 1 ของโลก”

ปีนี้เซ็นทรัล กรุ๊ปยังตั้งเป้ายอดขาย 382,200 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 14.9% งบการลงทุน 45,534 ล้านบาท

ผ่านโครงการหลักๆ คือ ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าใหม่ในประเทศไทย 6 จังหวัด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา 2 แห่ง โรบินสัน 3 แห่ง ท็อปส์ พลาซา 2 แห่ง และห้างหรูแห่งใหม่ ที่
กรุงโรม ในประเทศอิตาลีที่จะเปิดในเดือนกันยายน 2560 เป็นแฟลกชิพสโตร์ของลา รีนาเชนเต 

“ที่นี่ผมตื่นเต้นมากเพราะจะเป็นห้างที่หรูหรามาก เป็นการท้าทายความสามารถของเราไปอีกขั้นหนึ่ง และถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศของเขา “ 

 ทศย้ำว่าเซ็นทรัลได้เดินทางตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้คือ เซ็นทรัลลักชัวรี่ โดยเริ่มตั้งแต่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม ปี2011 ซื้อศูนย์การค้าที่มิลาน ปี2013 ไปซื้อที่ห้างอิลลุ่ม ในประเทศเดนมาร์ก ปี 2014 เปิดเซ็นทรัลแอมบาสซี่ 2015 เปิดห้างใหม่ที่เยอรมัน และปีนี้เปิดลารินาเชนเต
ในกรุงโรม 

ส่วนโรงแรมใหม่มีเปิดทั้งในและนอกประเทศ 4 โรงแรม

“เป็นครั้งแรกที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ จะขยายไปยังประเทซในกลุ่มมิดเดิลอีสต์ คือ กาตาร์ และโอมาน รวมทั้งเป็นครั้งแรกที่จะเปิดแบรนด์ใหม่ โคซี่ ที่เป็นไลฟ์สไตล์บัดเจดโฮเทล ที่สมุย”

และยังมีการเปิดคอนโดมิเนียม อีก 3 โครงการ เชียงราย เชียงใหม่ และ โคราช รวมทั้งตั้งเป้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อมากกว่า 350 ร้าน ร้านค้าเฉพาะทาง มากกว่า 100 ร้าน และ ร้านอาหาร มากกว่า 70 ร้าน รวมทั้งสิ้น 520 ร้าน 

ทศย้ำว่าทั้งหมด คือความแข็งแกร่ง ของธุรกิจในอดีต และปัจจุบันที่ต้องเสริมสร้างจุดแข็ง และต้องหารโลเคชั่นใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่ โลกดิจิทัลทำให้จุดแข็งที่เป็นความสำเร็จมาตลอดไม่เพียงพอ และ เซ็นทรัลจำเป็นต้องใช้ Digital Centrality เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการทำธุรกิจ 

Big challenge เซ็นทรัลกรุ๊ป

เป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ของเซ็นทรัลกรุ๊ป ที่ให้ ญนน์ โภค ทรัพย์ ผู้บริหารมืออาชีพ ที่ไม่ใช่ “จิราธิวัฒน์” เป็นผู้ประกาศยุทธศาสตร์ขององค์กรในอนาคต ที่ใช้ Digital Centrality เป็นตัวขับเคลื่อน 

ญนน์ เคยร่วมงานกับ กับบริษัทยูนิลีเวอร์ มานานถึง 17 ปีมีบทบาทสำคัญ ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การขายและการตลาด ทำให้มีความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่จะเริ่มต้นการทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ในตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ รับ
ผิดชอบกลุ่มลูกค้าบุคคลและกิจการเครือข่ายสาขา และล่าสุดได้ ดำรงตำแหน่งกรรมการ
ผู้จัดการใหญ่ ก่อนมาร่วมงานกับเซ็นทรัลกรุ๊ป 

ญนน์ยืนยันว่า จากนี้ไปเทคโนโลยีจะเป็นตัวที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนเราทั้งหมด
ตัวขับเคลื่อนโลกไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจ เพียงอย่างเดียวต่อไป

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือวันนี้ลูกค้ามีความรู้ความชำนาญ ในการใช้เทคโนโลยีมากกว่าเดิมมหาศาล และเป็นครั้งแรกในทุกอุตสาหกรรมที่พบว่า ลูกค้ามีประสบการณ์มากกว่าคนทำธุรกิจ ซึ่งเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ขององค์กรต่างๆ
ที่ต้องตามความต้องการของลูกค้าให้ทัน ”

 

เซ็นทรัล ยังมีจุดแข็ง ที่จะเข้าถึงอินไซด์ของลูกค้าเพราะมีฐานของลูกค้าที่ทรงพลังในหลายทางเช่น คือ

1.1.3 ล้าน สมาชิกเดอะวันการ์ดที่เป็นชาวไทย (ในอนาคตจะเปลี่ยนชื่อเป็นเซ็นทรัล เดอะวัน เครดิตการ์ด โดยรวมบัตรเครดิตเซ็นทรัล และบัตรเดอะวันการ์ด เข้าไว้ด้วยกันในบัตรเดียว สามารถใช้เป็นส่วนลด และสะสมคะแนนแลกสิทธิพิเศษในทุกกลุ่มธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ทั้งในและต่างประเทศ กำหนดเปิดตัวบัตรอย่างเป็นทางการต้นเดือนมีนาคม)

2. 0.3.ล้าน ลูกค้าระดับบนและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย

3.1.5 ล้าน ลูกค้านักท่องเที่ยวทั้งในไทยและยุโรป

4.ช่องทางเซ็นทรัลออนไลน์ สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าที่มีศักยภาพในโลกออนไลน์อีกกว่า 3.2 พันล้านคนทั่วโลก 

ในปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลได้เพิ่มงบลงทุนในส่วนของดิจิทัลมากขึ้น ลงทุน 3,000 – 4,000 ล้านบาท จากงบลงทุนทั้งปี 45,000 ล้านบาท บาท ซึ่งใน ช่องทางออนไลน์คิดเป็นรายได้ 1% ของกลุ่มเซ็นทรัลและ ตั้งเป้าเป็น 15% ในอีก 5 ปีข้างหน้า

แต่ความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง ที่เซ็นทรัลกรุ๊ป ต้องเจอคือเรื่องของ Human Transformation การปรับตัวให้เป็นองค์กรดิจิทัลเพื่อรับกับพฤติกรรม ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป 

“เป็นเรื่องหนึ่งในยุคนี้ที่ทุกๆ คนในองค์กรเจอ ทุกคนพูดเหมือนกันหมด ว่าในเรื่องไอที คุณมีเงินคุณซื้อเครื่องมือใหม่ๆ จ้างพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยสร้างได้ แต่ที่สำคัญคือต้องให้คนในองค์กรเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำได้ยาก เพราะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอ เปลี่ยนแปลงวิธีคิด เรากำลังก้าวไปสู่โลกใหม่ เราต้องการคนที่กล้าคิด กล้าทำ พวกที่เกิดมาจากยุค 2.0 หรือ 3.0 ผมคิดว่าต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะสิ่งที่เคยเรียนมาไม่ตอบโจทย์ โลกอนาคต ทุกคนมีความรู้ความสามารถที่ดีๆ แต่สิ่งที่ไม่ดี จะปรับเปลี่ยนจะเอาออกอย่างไร นี่คือปัญหา”

ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ของออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ เป้าหมายสูงสุดก็คือ เซ็นทรัลกรุ๊ปต้องการให้ทุกสินค้า ทุกๆ แบรนด์ ของกรุ๊ป เป็น Customer Destination ให้ได้ในอนาคต 

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

ภาพ : เมธี ชูเชิด

อ่านเพิ่ม Marketeer Magazine ฉบับ 205