อายุ – คงได้เห็นได้ยินกันมานานแล้วว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่บรรดาบุคคลที่ประสบความสำเร็จให้ความสำคัญประเด็นนี้มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เพราะพวกเขาไม่ปล่อยให้อายุเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า วัยเท่านี้ต้องทำเรื่องนี้ และไม่เคยกังวลว่าเด็กไปหน่อยหรือแก่เกินไปก่อนจะลงมือทำอะไร แล้วหันมาควบคุมชะตาชีวิตและเวลาด้วยตัวเอง จำไว้ทุกความสำเร็จเริ่มจากก้าวแรก และก้าวแรกเริ่มได้เสมอไม่ว่าอายุเท่าไร โดยหากล้มก่อนคนอื่นคุณก็จะมีประสบการณ์และความสำเร็จมากกว่าผู้อื่นเช่นกัน

ทัศนคติของผู้อื่น – เมื่อไรที่คุณมีความสุขและพอใจก็ต่อเมื่อได้รับคำชมจากผู้อื่น หรือนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้รู้ไว้เลยว่านี่คือสัญญานอันตราย เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ใช่ผู้กุมชะตาตัวเองอีกต่อไป จริงอยู่การเปลี่ยนทัศนคติคนเป็นเรื่องยาก แต่เชื่อเถอะว่าคุณคือคนรู้จักตัวเองดีกว่าใคร และการอธิบายสิ่งไหนให้คนที่ไม่ชอบคุณก็เปล่าประโยชน์ ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เวลาสูญเปล่าควรหันมุ่งมั่นสร้างความสำเร็จให้ตัวเองจะดีกว่า

คนมีอคติ – องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้บริษัทชื่อดังในปัจจุบันประสบความสำเร็จได้คือการก่อตั้งจากคู่หูซึ่งทั้งสองอยู่ร่วมสังคมเดียวกันและเชื่อว่ามวลความฝันที่วาดไว้ในอากาศสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ พิสูจน์ได้จาก Steve Jobs กับ Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple เป็นเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน ส่วน Bill Gates กับ Paul Allen ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft เรียนที่โรงเรียนมัธยมเดียวกัน ขณะที่ Sergey Brin กับ Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ก็พบกันระหว่างเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Stanford แต่ทั้ง 3 บริษัทจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าครึ่งหนึ่งของแต่ละคู่ไม่เอาด้วย ฉนั้นหากมองในสังคมที่คุณอยู่แล้วรู้สึกว่าเต็มไปด้วยคนมีอคติคอยขัดคอตลอด หรืออยู่แล้วอึดอัดก็ควรเร่งถอนตัวออกมา แล้วหาที่ที่เหมาะกับตัวคุณเพื่อใช้และผลักดันศักยภาพในตัวให้เต็มที่

การมองโลกในแง่ร้าย – คงไม่มีใครที่ชีวิตเป็นไปอย่างหวังตลอดเวลา แน่นอนว่าคนที่ประสบความสำเร็จก็ต้องเคยผิดหวัง แต่ทุกครั้งที่เดินพลาด พวกเขาก้าวผ่านได้โดยการใช้เป็นบทเรียน แทนการบ่นและจมอยู่กับมัน ส่วนถ้าเจอคนมองโลกแง่ร้าย พูดอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนยอมเปลี่ยนมาโลกแง่ดี ให้ตีตัวออกห่างออกมาเลยเพื่อให้กลายเป็นคนคิดลบไปด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ถ้าคุณไม่สูบบุหรี่แล้วจะอยู่ในวงสิงห์อมควันให้เสียสุขภาพไปทำไม

ความกลัว – ความท้าทายในเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากความรู้สึกหวาดหวั่นที่เกิดจากการคิดไปเอง โดยบุคคลที่ประสบความสำเร็จรับมือด้วยการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เพื่อขจัดความกลัวให้หมดไป ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ความกลัวมาฉุดรั้งจนไม่กล้าทำอะไร โดยถ้ากล้าคุณลงมือทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากแค่ไหน หากสำเร็จ ความภาคภูมิใจคือรางวัลที่ได้รับ ส่วนหากพลาดแม้ต้องจบกลางทางก่อนถึงเป้าหมาย อย่างน้อยก็เป็นบทเรียนพร้อมได้รู้ขีดจำกัดของตัวเอง เชื่อเถอะว่าการเดินแล้วพลาดล้ม อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณขยับเข้าไกล้เป้าหมาย ต่างจากการปล่อยให้ความกลัวตรึงขาอยู่กับที่แล้วทำได้แค่ฝันกลางวันถึงความสำเร็จที่เลวร้ายไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น

อดีตและอนาคต – ไม่ว่าทำอย่างไรคุณก็ไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงอดีตได้ และความกังวลถึงอนาคตจะไม่มีทางจากหายได้ถ้าไม่ทำปัจจุบันให้ดี เหล่าคนประสบความสำเร็จเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะพวกเขาอยู่กับปัจจุบัน ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง และมัวมโนกับพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึง จริงอยู่ที่การตั้งมั่นกับ ‘ณ ขณะนี้’ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินจะทำได้ ถ้าใจแกว่งย้อนไปหาอดีตให้คิดว่ามันเป็นโซ่ล่ามไม่ให้ไปถึงอนาคต ส่วนถ้ากังวลอนาคตให้คิดว่า “ความกังวลเหมือนกับการชำระหนี้ทั้งที่ไม่เคยไปยืมมา” ตามที่ Mark Twain นักเขียนอเมริกันชื่อดังได้กล่าวไว้

ที่มา : success.com