อากาศร้อนนนนนน แบบนี้ ร้านสะดวกซื้อนี่คือสวรรค์ริมทางย่อมๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นเหมือนแอดมินบ้าง วันหนึ่งเดินปรี่ไปยังโซนตู้แช่ ไม่ต่ำกว่า 3-4 รอบ กินไม่ต่ำกว่า 3-4 ขวดต่อวัน ไม่ว่าน้ำอัดลม ชาเขียว สลับหมุนเวียนกันไป

อย่างไรก็ตามยิ่งดื่มเยอะคลายร้อนได้ก็จริง แต่น้ำตาลกลับเริ่มสะสมมากขึ้น ถึงตอนนี้การสอดสายตาหาเครื่องดื่มก็ต้องละเอียดมากขึ้น แค่รสชาติสดชื่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาที่มันมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

นอกจากน้ำอัดลมกับชาเขียว แล้วมีอะไรสดชื่นๆอีกบ้าง เรดาห์จับไปที่กลุ่ม “ฟังก์ชันนัลดริงก์” ที่ดูจะตอบโจทย์มากที่สุด ทว่ามองไปที่เชลฟ์วางเหมือนว่าบางแบรนด์เริ่มหายไป ที่ยังคงอยู่แถมมีจำนวนขวดมากกว่าเดิมคือเจ้าตลาดอย่าง “แมนซั่ม” มีทั้งขวดสีน้ำเงิน สีส้ม สีแดง หรือจะเป็นแบบกระป๋อง 

อย่างไรก็ตาม เชื่อเลยว่าหลายคนตั้งคำถามกับเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์มานาน ว่าไอ้น้ำผลไม้ใสๆหวานๆ รสชาติอร่อยๆนี่มันมีคุณสมบัติช่วยนั่นนี่โน่นตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ ในฐานะคอนซูเมอร์ที่บริโภคน้ำพวกนี้อยู่แล้ว เราจึงไปคุยกับผู้บริหาร “แมนซั่ม” ศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด ซึ่งนอกจากข้อมูลที่เราอยากรู้แล้ว ผู้บริหารยังได้อัพเดตความเคลื่อนไหวทางการตลาดของผู้นำเบอร์หนึ่งตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์อย่างแมนซั่มด้วย

ตลาดตก แต่แมนซั่มโต 40%

ถึงแม้ว่าอากาศจะร้อนขนาดนี้ แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจทำให้ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่ม(Ready to drink) ปี 2559 หดตัวในเชิงมูลค่าในช่วง ร้อยละ 3.2 -5.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 237,500 ล้านบาท เหลือมูลค่าอยู่ที่ 225,000 – 230,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณ 8,500 – 8,600 ล้านลิตร (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

ซึ่งนั่นก็รวมถึงตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์ด้วย ที่ปัจจุบันหดตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 1900 ล้านบาท อย่างไรก็ตามแมนซั่มกลับมีการเติบโตที่สวนทาง โดยโตถึง 40% และรักษาผู้นำเบอร์หนึ่งในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

เขาแยกเหตุผลการเติบโตไว้เป็น 3 ปัจจัยใหญ่ ประกอบด้วย 1. เรื่องรสชาติที่แมนซั่มตอบโจทย์นักดื่ม สร้างความสดชื่นทันทีตั้งแต่แรกดื่ม 2.การเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ตรงโจทย์ตลาด โดยเฉพาะการใส่สารที่แมนซั่มวิจัยมาแล้วว่าผู้บริโภคต้องการ และ 3. การทำการตลาดทั้ง Above & Below the line อย่างต่อเนื่อง

“คือต้องบอกว่าแมนซั่มเราเกิดมาพร้อมกับความแตกต่างจากคู่แข่งชัดเจน เราเป็นเจ้าแรกในตลาดที่เป็นเครื่องดื่มที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมายผู้ชาย ซึ่งตลาดในตอนนั้นใครๆก็คงสงสัยว่าจะไหวมั๊ย เพราะใครๆก็เน้นไปที่ผู้หญิง แต่เราเชื่อว่าจริงๆตลาดผู้ชายมันมีความต้องการอยู่ เพียงแต่คุณต้องรู้จักผู้บริโภค คุณต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไรจริง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่เราทำรีเสิร์ชเยอะมาก ค้นหาความต้องการของผู้บริโภค เราพบว่าผู้ชายต้องการอันดับแรกคือรสชาติ เราก็ทำจนได้รสชาติที่ใช่จริงๆ อันดับสองคือเบเนฟิต ซึ่งเราก็วิจัยแล้วว่าสารที่เราใส่เพิ่มได้เบเนฟิตในแบบที่ลูกค้าต้องการ”

แมนซั่มเกิดมาหลายปีแล้ว แต่มีแค่ SKU เดียว กระทั่งปีที่แล้วล๊อนซ์ตัว Mansome block and burn (ขวดสีส้ม) ที่โดดเด่นด้วย   แอลคาร์นิทีน (L-Carnitine)ช่วยเรื่องเบิร์น กับ Mansome man bright (ขวดสีแดง) ผสม แอลกลูตาไธโอน ( L-Glutathione) ช่วยเรื่องหน้าใส หน้าขาว ซึ่งทั้งสองตัวมีส่วนสำคัญช่วยให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

ฟังก์ชันนัลดริงก์เกิดไม่ง่าย หัวใจคือคุณสมบัติต้องทำให้ได้จริง

ต้องบอกว่าเป็นความยากของตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์คือการที่ต้องใส่ Active Ingredient ลงไป ไม่ว่าจะเป็นแอลคาร์นิทีน (L-Carnitine) หรือแอลกลูตาไธโอน ( L-Glutathione)อย่างที่ทราบว่าเป็นสารที่ให้คุณสมบัติเรื่องความสวยงามร่างกาย ผิวพรรณและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก จึงทำให้ราคาค่อนข้างแพง ซึ่งในขณะที่ตลาดบ้านเราราคาขายได้อยู่ที่ 20 บาท เพราะถ้าเกินนี้ คนไทยก็จะไม่โอเค (เมื่อเทียบกับราคาโดยเฉลี่ยของ RTD ขวด Casual Drinks ที่อยู่ประมาณ 20 บาท) ทำให้บางแบรนด์ต้องม้วนเสื่อกลับไป เพราะ “ไม่คุ้ม”

แต่สำหรับแมนซั่มผู้บริหารหนุ่มมองว่าเป็นความท้าทายที่จะทำให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีคุ้มค่ากับจำนวนเงินที่เสียไป

 “ต้นทุนสูงก็ใช่ คนถอนตัวไปก็มี แต่ด้วยความที่แมนซั่มอยู่ภายใต้บริษัทเครื่องดื่มกระทิงแดง มันเป็น Passion ที่ถ้าเราจะทำเครื่องดื่มอะไรออกมา เราต้องมั่นใจได้ว่าทำได้ตามที่เราเคลมเอาไว้จริงๆ อย่างแมนซั่มที่เราเคลมเรื่องสารที่เราใส่เข้ามาหลายตัวก็นำเข้ามาจากยุโรป ต้นทุนเราก็สูงพอสมควร แต่เราก็สามารถบริหารจัดการได้กับราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ” ผู้บริหารเน้นย้ำ

“เทรนด์ปัจจุบันคนใส่ใจเรื่องสุขภาพ ที่สำคัญคือถ้าเขาทดลองแล้วว่าอะไรที่ดีจริงเขาก็จะซื้อซ้ำ อะไรที่เขาเห็นว่าไม่เวิร์ก เขาก็ไม่ซื้อ อันนี้เป็นตรรกะที่เห็นชัดว่าสินค้าเราตอบโจทย์”

ถามต่อถ้ามีคุณสมบัติที่ดีแบบนี้ กินซ้ำๆวันละหลายขวด จะมีปัญหาเรื่องน้ำตาลหรือไม่ เขายิ้มตอบว่า จริงๆมันก็มีน้ำตาลอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าต้องการดื่มเยอะแนะนำไปที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ที่ลดปริมาณน้ำตาลลงถึง 75%

แมนซั่มฝาสีเทา ลดน้ำตาล 75% ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ

จากโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ของแมนซั่มที่ล๊อนซ์ออกมาล่าสุดในปีนี้ กับแมนซั่ม ฝาเทา สูตรน้าตาลน้อย ที่ลดปริมาณน้ำตาลลง 75% โดยมี 2สูตร ให้เลือก

• สูตร 1 เครื่องดื่มแมนซั่ม ฝาเทา น้าตาลน้อย ขวดสีฟ้า มีคอลลาเจน วิตามินซีสูง ซิงค์สูง อร่อย สดชื่น ดูดี น้ำตาลน้อย

• สูตร 2 เครื่องดื่มแมนซั่ม ฝาเทา น้าตาลน้อย ขวดสีส้ม มีแอลคาร์นิทีน สารสกัดจากถั่วขาว และผงกระบองเพชร อร่อย สดชื่น หุ่นเฟิร์ม น้ำตาลน้อย

นี่เป็นสองตัวทีเด็ดที่เขามั่นใจว่าจะมาสร้างตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์ให้กลับมาคึกคัก

“มีลูกค้าจำนวนมากที่คอมเมนต์ว่าชอบรสชาติ แต่อยากได้แบบที่น้ำตาลน้อยลงเพื่อที่จะดื่มได้มากขึ้นได้บ่อยขึ้น ก็เป็นที่มาที่เราทำแมนซั่ม ฝาเทา สูตรน้ำตาลน้อย ซึ่งเป็นทางเลือกมากขึ้น เราได้รับการรับรองให้ใช้เครื่องหมายทางเลือกสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข แสดงว่าได้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาแล้วว่ามีปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมกับภาวะโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย และสามารถดูเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพได้บนฉลากเครื่องดื่มแมนซั่ม ฝาเทา สูตรน้ำตาลน้อย”

 

หวานกำลังดี ถูกใจ ใช่เลย

มาถึงไฮไลท์กับหนังโฆษณาที่กำลังทอล์กออฟเดอะทาวน์ “หวานกำลังดี ถูกใจ ใช่เลย” ที่ทำออกมาเป็นมิวสิควิดีโอ แต่ไม่ใช่แค่ MV ธรรมดา งานนี้หัวเรือใหญ่สั่งกับทีมงานที่ปรึกษาเอเยนซี OM เลยว่า ถ้าจะทำต้องทำแบบพิเศษ ไม่ธรรมดาแน่นอน

“ขึ้นชื่อว่าแมนซั่ม ทำอะไรต้องพิเศษ ถ้าธรรมดาไปมันไม่ใช่เรา ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเปิดตัวมาแล้ว เราเป็นแบรนด์แรกที่ออกมาประกาศว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ชาย หรืออย่างปีที่แล้วที่คนอื่นแข่งออกแคมเปญลุ้นชิงโชค แต่เราก็แหวกแนวมาเลย ไม่ต้องลุ้นโชค ดื่มแมนซั่มก็ได้เลยทันที”

งานนี้เอ็มวี ‘ใช่เลย’ เวอร์ชั่นของแมนซั่ม จึงเป็นเอ็มวีตัวแรกของประเทศไทยที่สามารถเลือกปรับลดและเพิ่มความหวานได้ตามใจผู้ชม ผ่านทาง www.mansomemv.com โดยขณะที่ MV กำลังเล่นนั้น ผู้ชมสามารถกดปุ่มบวก(+) เพื่อเพิ่มระดับความหวานของพระเอกเอ็มวี และปุ่มลบ(-) เพื่อลดระดับความหวานของพระเอกเอ็มวีที่มีทั้งหมด 3 คน 3 สไตล์ คือโรแมนติกสุด กากสุด และพอดีสุด ซึ่งเมื่อปรับลดระดับ หรือเพิ่มระดับ ภาพก็จะเปลี่ยนไป ทั้งเนื้อร้องและเนื้อเรื่องก็เปลี่ยนตามไปด้วย ตรงนี้ที่เป็นความเจ๋ง คือตัว MV ต้องทำถึง 3 เวอร์ชัน แล้วมาประกบกัน

“เราไม่ได้บอกว่าของเราไม่ได้หวานเลย แต่เราต้องการบอกว่าความหวานที่กำลังพอดีนั้นดีที่สุด ซึ่งเอ็มวีนี้ก็ยิงเมสเซสได้ตรงกับสินค้า”

ความโดดเด่นคือของตัว MV คือสามารถ Interactive กับคนผู้ชมได้ ตรงนี้ที่ศุภชัยให้ความสำคัญ ไม่ว่าการรับรู้จะมากแค่ไหน ไม่สำคัญเท่ากับคอมเมนต์ของผู้ชมผู้บริโภค ว่าฟีดแบกกลับมาอย่างไร คนเข้าใจเมสเซสมากแค่ไหน ตลอดจนต่อยอดภาพลักษณ์แบรนด์ในเรื่องของสินค้าอินโนเวทีฟได้อย่างไร ซึ่งเขาบอกว่างานนี้ ได้ “บวก”เกินเป้าที่คาดไว้ 

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปีนี้ ซึ่งตลอดทั้งปีศุภชัยบอกว่าจะมีของเด็ดมาให้ดูอีก แต่ตอนนี้ต้องอุบไว้ก่อน

ใครที่ยังไม่เคยดู ห้ามพลาด ต้องคลิก บอกเลยว่าสนุกมาก