เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีหนึ่งในประเด็นใหญ่ผู้คนทั่วโลกพูดถึงนั่นคือหนังโฆษณาชิ้นใหม่ของทาง ‘Pepsi’ ที่ชื่อว่า ‘Live for Now Moments Anthem’ นำแสดงโดยนางแบบคนดัง เคนดัล เจนเนอร์ ที่สำคัญหนังโฆษณาเรื่องนี้ได้ยกกองกันมาถ่ายทำในประเทศไทย ซึ่งหนังโฆษณาเรื่องที่ว่าถูกกระแสสังคมจากทั่วโลกออกมาต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากเนื้อหาในนั้นโฆษณาชิ้นนี้ดันมีฉากที่ลอกเลียนมาจากเหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นจริงในสหรัฐอเมริการะหว่างผู้ประท้วงผิวสีและตำรวจ ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบด้านจิตใจกับผู้คนเป็นอย่างมากเเละยังเป็นปัญหาที่ยังเเก้ไม่จบสักที

เรื่องราวของหนังโฆษณาที่ว่านี้ต้องการพูดถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังเดินขบวนประท้วงและประจันหน้ากับเจ้าที่ตำรวจอยู่บนถนน ก่อน เคนดัล เจนเนอร์ นางเอกของเรื่องจะปรากฏตัวมาเพื่อมอบเครื่องดื่ม Pepsi และทุกอย่างก็คลี่คลายไปด้วยดี

แต่กระแสในสังคมกลับไม่มองแบบนั้น แถมยังเกิดกระแสลบมากมายตามมาในสังคม ผู้คนต่างตั้งคำถามว่า “การที่ Pepsi หยิบยกประเด็นที่รุนแรงขนาดนี้มาทำหนังโฆษณา พวกเขาต้องการอะไรจากหนังโฆษณาเรื่องนี้” “พวกเราต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ไม่ใช่มาเล่นขายของ” “คุณรู้ได้ไงว่าตำรวจได้เครื่องดื่มไปแล้วจะหยุดทำร้ายผู้ประท้วง” รวมถึงยังมีการตัดต่อภาพนางเอกสาว เคนดัล และฉากมอบเครื่องดื่มลงบนสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คมากมาย

แน่นอนว่าหลังจากที่ถูกกระแสต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์ไปในด้านลบอย่างหนัก หนังโฆษณาที่ว่าถูกลบออกจากช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ทั้งหมดภายใน 24 ชั่วโมง รวมถึงภาพถ่ายเพื่อโปรโมตบนโซเชียลเน็ตเวิร์คของนางเอกสาวก็ถูกลบออกหมดเช่นกัน

 


เรื่องเชื้อชาติ สีผิว ยังคงเป็นเรื่องเปราะบาง

หากแบรนด์คิดจะนำเรื่องพวกนี้มาเล่นคงต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะเรื่องของการแบ่งเชื้อชาติ ผิวสี ยังคงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว ยิ่งเหตุการณ์ประท้วงเดินขบวนเพื่อออกมาแสดงพลังด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะในอเมริกาเราคงได้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ประท้วงซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียมากมาย ดังนั้นการนำเหตุการณ์เหล่านี้มาเล่นคงดูไม่เข้าท่าสำหรับผู้คนที่เข้าใจความรู้สึก หรือผู้ที่ตกอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นจริงๆ

 


เราอาจคิดไม่ถึง แต่รับรองว่าไม่ใช่เรื่องตลกของผู้ที่ถูกกระทำอย่างแน่นอน

ในบางครั้งผู้ที่ไม่เคยถูกกระทำ อาจมองไม่เห็นถึงความเจ็บปวดที่ผู้คนเหล่านั้นต้องได้รับ เช่นเดียวกับฉากปัญหาของหนังโฆษณาเรื่องนี้คือ ฉากที่เคนดัลมอบเครื่องดื่มให้ตำรวจ ซึ่งมุมมองผู้ผลิตอาจมองเป็นเพียงฉากหนึ่งในหนังโฆษณา แต่ในมุมกลับและความจริงแล้ว ผู้คนในสังคมให้ความเห็นว่า “หากผู้ประท้วงเข้าใกล้ตำรวจขนาดนี้ อาจจะโดนยิงหรือฉีดสเปรย์พริกไทยใส่หน้าก่อนที่จะมอบอะไรให้ตำรวจด้วยซ้ำ”

 

บทเรียนที่ว่านี้ไม่ใช่แค่คนโฆษณาควรรู้ แต่ทุกคนต้องทำความเข้าใจ

หากพูดถึงเรื่อง “การเหยียด” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ เหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือในทุกๆ เรื่อง ล้วนเป็นเรื่องที่ “ผู้ที่ถูกกระทำ” ไม่พอใจอย่างแน่นอน ทั้งจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเองก็ตามก็นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่างไปยังคนหมู่มากด้วยแล้วรวมถึงนักโฆษณาเอง จำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ จากที่ผ่านมาเราอาจได้เห็นผลงานโฆษณาหลายชิ้นในบ้านเราที่ถูกกระแสสังคมออกมาต่อต้าน ตัวอย่างเช่น  แค่ขาวก็ชนะ, ที่นั่งคนขาว, โดนัท Black Face & Red Lips ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดกระแสต่อต้านย่อมส่งผลเสียต่อแบรนด์และภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยตรง

หรือในเคสของการใช้ชีวิตประจำวันปัญหาการเหยียดหยามทำให้ช้ำใจเริ่มกันตั้งแต่เด็กจนโต เด็กๆ หลายคนถูกเพื่อนล้อเพราะความแตกต่างที่ทำให้พวกเขาไม่เหมือนกับเพื่อนๆ ซึ่งคำล้อคำเหยียดเหล่านั้นอาจส่งผลร้ายแรง หรือติดในใจพวกเขาตลอดชีวิต พอโตขึ้นมาก็ถูกเหยียดหยามในเรื่องรูปร่าง การศึกษา ชาติตระกูล เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อจิตใจ ทางทีดีก่อนที่จะคิดหรือทำอะไร “การเอาใจเขา มาใส่ใจเรา คิดก่อนทำและพูดอะไรออกไป” น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับปัญหาเหล่านี้