ความสำเร็จยังเป็นเป้าหมายที่ผู้ประกอบการทุกคนไฝ่หามาทุกยุคทุกสมัย เช่นเดียวกับอุปสรรคทางธุรกิจที่ไม่มีใครหลีกพ้น สำหรับ Anthony Tan ประธานบริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง Grab – App เรียก Taxi ยอดฮิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ต้องประจันหน้ากับอุปสรรค ก่อนขึ้นมาเป็นต้นแบบความสำเร็จของ Startup ภูมิภาคนี้ แม้ความมั่งคั่งของครอบครัวทำให้องค์กรอายุ 5 ปีแห่งนี้มีแต้มต่อเหนือธุรกิจหน้าใหม่ที่มีแววรุ่งรายอื่นอยู่พอสมควรก็ตาม

World Marketeer คนล่าสุด เกิดในตระกูลเจ้าของ TCMH Group กลุ่มบริษัทผู้ถือครองสิทธ์ทั้งการผลิต ประกอบและจัดจำหน่ายรถยนต์ Nissan รายใหญ่ในมาเลเซีย การเป็นสมาชิกครอบครัวมหาเศรษฐี ชีวิตวัยเด็กสุขสบาย โดยเขาเผยว่าทุกวันบนโต๊ะอาหารคนในคนครอบครัวโดยเฉพาะผู้อาวุโสมักผลัดกันเล่าเรื่องการฝ่าฝันอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจและการยืนหยัดทำสิ่งถูกสองเรื่องที่จำได้ดีและยังสร้างแรงบันดาลใจคือ ปู่ผู้ยอมทนยืนตากฝนอยู่นอกสถานฑูตญี่ปุ่นอยู่กว่าค่อนวันเพื่อรอให้ฑูตญี่ปุ่นออกใบอนุญาตนำเข้ารถ Datsun เข้ามาจำหน่ายในประเทศ และย่าผู้ช่วยคนเป็นโรคเรื้อนแบบไม่หวั่นกระแสสังคมที่ว่าอาจจะนำเคราะห์หรือโรคร้ายมาสู่ตัว

อายุได้ 11 ปี Tan เริ่มทำธุรกิจครั้งแรกด้วยการขายหนังสือการ์ตูนในเครือ Marvel ที่ต่อยอดมาจากการไปสิงคโปร์ ซึ่งเจ้าตัวกล่าวว่า นอกจากสามารถหาค่าขนมได้ไม่น้อยแล้วยังสอนให้รู้เรื่องการสำรองเงินสดอีกด้วย ถัดมาอีก 3 ปีเปลี่ยนไปเป็นอาสาสมัครระดมทุนให้มูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยโรค AIDS ซึ่งช่วยให้ได้เข้าใจการทำธุรกิจเพื่อสังคมและการมุ่งมั่นทำตามจุดยืน ชีวิตช่วงต่อมาก็ทุ่มกับการศึกษาจนคว้าปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Chicago ของสหรัฐในปี 2004

บัณฑิตป้ายแดงผู้มีทวดเป็นคนขับ Taxi เข้ามาเรียนรู้งานของครอบครัวหลายแผนก แต่การเดินทางไปสหรัฐอีกครั้งในปี 2009 เพื่อเรียน MBA ที่ Harvard Business School เป็นจุดเปลี่ยน เพราะแนวคิด App เรียก Taxi ที่เขาและ Hooi Ling เพื่อนร่วมหลักสูตรสัญชาติเดียวกันพัฒนาขึ้น คว้าที่ 2 ในการประกวดแผนธุรกิจเมื่อปี 2011 ทั้งคู่จึงอยากนำแนวคิดนี้ที่ได้จากเสียงบ่นของเพื่อนต่างชาติที่ว่า “Taxi ในมาเลเซียหายากมาก” มาทำให้เกิดขึ้นจริง

ถึงบ้านเกิดไม่นาน Tan ขอถอนตัวจากธุรกิจของตระกูลเพื่อสานฝันนี้ผ่านเงินลงทุนก้อนแรกจากแม่ โดยเขาเผยว่าช่วงแรกแบ่งทีมงานออกเป็น 3 ทีม ทีมแรกไปเจรจากับอู่ Taxi แต่ละแห่งเพื่ออธิบายให้เข้าใจว่ารูปแบบการทำธุรกิจ ทีมถัดมาไปคุยกับเหล่าคนขับ Taxi ซึ่งไม่ใช่งานง่ายเลย เพราะต้องเข้าไปคุยกับเหล่า Chauffeur สู้ชีวิตที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างจอดพักรถและส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่า Technology นี้ทำงานอย่างไร ส่วนทีมสุดท้ายที่ดูแลด้านเทคนิคเข้าไปคุยกับบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ให้มีอู่ Taxi แห่งหนึ่งสนใจให้รถ 20คันพร้อมคนขับมาเข้าร่วมด้วย

วันแรกที่เปิดตัว App ในมาเลเซียภายใต้ชื่อ MyTeksi เมื่อมิถุนายน 2012 มียอด Download ถึง 10,000 ครั้ง โดยหลังกระแสตอบรับในบ้านเกิดดี Tan และคณะจึงรุกสู่ฟิลิปปินส์กับไทย ด้วยชื่อใหม่ว่า GrabTaxi แต่โชคร้ายทุนหมด ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานในฟิลิปปินส์ โดย Tan กล่าวถึงจุดสะดุดทางการเงินครั้งนี้ว่า “ไม่มีพนักงานคนไหนบอกเรื่องนี้เลย กว่าเราจะรู้เรื่องก็อีกเดือนผ่านมาแล้ว มันเกิดจากเราไม่ได้วางแผนเรื่องการใช้จ่ายเงิน ซึ่งนี่คือสัญญานเตือน”

บทเรียนครั้งนั้นทำให้ Tan วัย 35 ปีตัดสินใจระดมทุนจากภายนอก 4 ครั้งเป็นมูลค่า700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24,500 ล้านบาท) และลองไปใช้บริการ รวมถึงขับ Taxi ด้วยเองบางครั้ง โดยในปัจจุบัน GrabTaxi ซึ่งกร่อนชื่อเหลือแค่ Grab ให้บริการอยู่ในใน6ประเทศ ASEAN คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนาม ผ่านเครือข่าย Taxi 350,000 คัน สัดส่วนรายได้ระหว่าง Taxi กับ Grab ที่ 70:30 มีคนในภูมิภาคนี้ราว 19 ล้านคนที่โหลด App นี้ไว้ใช้

ด้านรูปแบบการให้บริการก็หลากหลายขึ้น นอกจากนี้ยังจับมือกับ App ลักษณะเดียวกันในอินเดีย (Ola) จีน (Didi Kuaidi) และสหรัฐ (Lyft) ให้ผู้ใช้เรียก Taxi ผ่าน App พันธมิตรที่เชื่อมต่อกันเมื่อเดินไปทางไปยังประเทศเหล่านี้จากบัญชีผู้ใช้ Grab ได้เลย พร้อมดึงมือฉมังด้านเทคโนโลยีจาก Facebook และ Microsoft มาร่วมงาน ส่วนเป้าหมายสูงสุดคือ Idol ของเหล่า Startupใน ASEAN ที่เป็นเหลนของคนขับ Taxi เผยว่าคือการพัฒนา Grab สู่ App ศูนย์กลางชำระเงินแบบไม่ต้องใช้เงินสดในภูมิภาคนี้ 

 

ที่มา : cnbc.com ,e.27.co ,techinasia.com ,fortune.com ,fastcompany.com ,wikipedia.com