ตามปกติแล้ว ในช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่คึกคักสำหรับธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ แต่จากเหตุการณ์ในเดือนตุลาคมปีที่ที่่ผ่านมา ทำให้ความคึกคักที่เคยมีต้องหยุดชะงักไป ซึ่งรวมไปถึง บีอีซีเทโร เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ที่ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30 % กว่าๆ อีก 60% มาจากทีวี ที่เหลือมาจากออนไลน์

คอนเสิร์ตจัดเท่าเดิม แต่เน้นศิลปินไทยมากขึ้น

พงษ์พันธ์ วงศ์ หนองเตย ผู้อำนวยการวางแผนกลยุทธ์ บริษัท บีอีซีเท โร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ในปี 2017 ภาพรวมของโชว์บิซมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากเลื่อนจัดงานจากช่วยสิ้นปีก่อน มาเป็นช่วงปีนี้ทั้งหมด โดยจะมีคอนเสิร์ตทั้งหมด 30 งาน เน้นเป็นศิลปินไทยมากขึ้น จากเดิม 20 งานเป็นศิลปินต่างชาติ และ 10 งานเป็นศิลปินไทย

และหลังจากปีหน้าเป็นต้นไปจะเพิ่มเป็น 60 งาน เนื่องจากมีพื้นที่ในการจัดคอนเสิร์ตขนาดกลางในพื้นที่ของโชว์ ดีซี แต่เดิมนั้นจะเป็นงานขนาดต่ำกว่2,000 คน และข้ามไปเป็น 10,000 คนเลย ซึ่งบางครั้งศิลปินก็ไม่อยากจะจัด เพราะสเกลงานขนาดใหญ่เกินไป หากจะจัดขนาด 3,000 – 5,000 คน ก็ต้องเช่าสถานที่ทั้งหมด บางครั้งก็ไม่คุ้ม

“สำหรับโชว์บิซ ปีนี้ยังเป็นปีที่ต้องระมัดระวัง จากสถาณการณ์ที่ยังไม่แน่นอน ด้านการแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเยอะ โดยเฉพาะจากจีนซึ่งศิลปินเกาหลีถูกแบน แต่เดิมนั้นผู้จัดจีนจะใช้วิธีจ้างศิลปินเกาหลีเพื่อทัวร์ทั่วประเทศ แต่หลังจากศิลปินโดนแบนก็หันไปลงทุนในประเทศอื่นๆในอาเซียนรวมทั้งไทย ซึ่งจะใช้โรลโมเดลเดียวกับที่ทำในจีน”

วิทยุ บัลเดิ้ลแพ็กเกจ FM คู่กับออนไลน์

สำหรับส่วนวิทยุ ปัจจุบันมี 6 คลื่น แบ่งเป็น คลื่นเอฟเอ็ม จำนวน 2 คลื่น ได้แก่ คลื่นเอฟเอ็ม 95.5 (95.5 เวอร์จิ้น ฮิตซ์) ,คลื่นเอฟเอ็ม 105.5 (อีซี่ เอฟเอ็ม 105.5)และคลื่นออนไลน์ จำนวน 4 คลื่น ดังนี้ Virgin Star FM (เวอร์จิ้น สตาร์ เอฟเอ็ม), Rad Radio (แรดเรดิโอ), Rock on Radio,Tofu Pop Radio (โตฟูป๊อปเรดิโอ) สำหรับออนไลน์ทำมา 3 ปีแล้ว

พฤติกรรมคนฟังออนไลน์จะเป็นกลุ่มคนทำงานที่ฟังระหว่างวัน ฟังเฉลี่ยอยู่ที่ 25 นาที/คน/วัน มากกว่าอเมริกาที่เฉลี่ยเพียง 17-18 นาที ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 นาที ส่วนฟังผ่านคลื่นจะเยอะในช่วงเช้าและเย็นที่เป็นเวลาเดินทาง มีบางส่วนที่ฟังผ่านออนไลน์ ซึ่งเมื่อ 3 ปีก่อนจะสามารถเป็นสัดส่วนคนฟังเป็นออนไลน์ 40% และคลื่น 60% ด้วยพฤติกรรมของคนที่หันมาออนไลน์มากขึ้น ทำให้สัดส่วนออนไลน์เพิ่มเป็น 70% และคลื่น 30%

“ช่องทางในการฟังมีทั้งหมด 4 ช่องทางได้แก่ คลื่นเอฟเอ็ม, เว็บไซต์, แอพพลิเคชั่น มียอดดาวลน์โหลด 1 ล้านครั้ง และสุดท้ายผ่าน Line Official Account ซึ่งเราเป็นเจ้าแรกที่ทำ”

ด้วยช่องทางที่หลายหลายทำให้แพ็คเกจโฆษณาจะมีการบัลเดิ้ลกัน ระหว่างคลื่นเอฟเอ็มและออนไลน์ โดยจะมีทีมที่ช่วยคอนเทนต์ให้ เดิมมี 3 คนได้เพิ่มเป็น 10 คน นอกจากนี้ยังจะมีการจัดกิจกรรมคู่ไปกับสื่ออื่นในเครือซึ่งปีนี้จะจัดคอนเสิร์ตราว 50 ครั้ง

“ตอนนี้เพลงเกาหลียังถือว่าทรงตัวอยู่ แต่เพลงที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น คือ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ซึ่งแนวทางการทำคลื่นออนไลน์ คือจะจับกลุ่มนิชมาร์เก็ต ที่แม้ฐานแฟนเพลงอาจไม่ใหญ่แต่เป็นกลุ่มที่แข็งแรก ส่วนคลื่นแมสคนฟังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ง่าย ส่วนจะเป็นคลื่นออนไลน์ทั้งหมดไหม คงเป็นเรื่องของอนาคต”

เพลงหันไปทัวร์เพื่อนบ้าน

สำหรับธุรกิจเพลงก็ได้รับผลกระทบพอตัว เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากออกโชว์และคอนเสิร์ต ทางออกของบีอีซีเทโร จึงหันไปทัวร์ประเทศเพื่อนบ้านที่นิยมในศิลปินไทย ได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา ส่วนปีนี้มีแนวโน้มกลับมาดีขึ้น โดยจะเริ่มปล่อยเพลงใหม่ๆของศิลปิน ที่ปัจจุบันมีประมาณ 25-30 วง

“ธุรกิจเพลงเปลี่ยนไป จาก CD ได้ก้าวสู่ดิจิทัลกันมากขึ้น บีอีซีเทโร จึงหันไปจับมือพันธมิตรในโลกออนไลน์เช่น ไลน์ ทีวี ซึ่งจะช่วยกระจายการรับรู้เพื่อศิลปินออกเพลงใหม่ได้เร็วขึ้น ซึ่งบางเพลงวันเดียวที่ปล่อยออกไปก็มีคนฟังเป็นล้านวิวแล้ว ”

และจากการเข้ามาของ Live Streaming หรือ การถ่ายทอดสดออนไลน์ บีอีซีเทโร ได้ขยับตัวไปเจรจากับ Facebook และ Youtube บ้างแล้ว เพื่อเตรียมไลฟ์คอนเสิร์ตแบบเสียเงิน ซึ่งเร็วที่สุดจะสามารถเห็นได้ในปีนี้