ระบบสัมปทานของประเทศเวียดนามก้าวล้ำไปอีกขั้นแล้วครับ

เรียกว่าเหนือกว่าเราทั้งรูปแบบ และเนื้อหาคือ ระบบสัมปทานของเวียดนามนั้น เกิดจากการที่เขาจะให้บริษัทเสนอไอเดียต่างๆ เพื่อเสนอรูปแบบว่าเมืองหรือสถานที่บริเวณนั้นๆ ควรจะทำอะไรดี และบริษัทที่มีข้อเสนอทางความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ ก็จะได้สิทธิประโยชน์ในการทำอีเว้นท์ในเมืองนั้นๆ หรือบริเวณนั้นๆ แต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 5 ปี

ผมว่าเป็นรูปแบบของการสร้างกิจกรรมให้เมืองที่ดีมาก แต่รูปแบบนี้ถ้าใช้ในประเทศไทยนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบแรกบริษัทจะเสนอทั้งรูปแบบงาน และเสนอผลตอบแทนเป็นตัวเงินให้กับเมืองหรืออีเว้นท์นั้น บริษัทไหนเสนอราคาประมูลสูงสุด จึงจะได้ไปหรือรูปแบบที่ 2 อีกรูปแบบหนึ่ง คือ เมืองเป็นคนคิดรูปแบบ แล้วเปิด Bidding ใครเสนอราคาต่ำสุด คนนั้นได้ไป

ข้อเสียของระบบต่างๆ จากที่ผมเห็น คือ สำหรับข้อแรก เมื่อผู้ประมูลต้องแบกรับ Cost ที่ประมูลได้ แน่นอนว่าคุณภาพของอีเว้นท์ก็จะลดลงไปตามธรรมชาติ เพราะผู้ประกอบการก็คงต้องมีกำไรในการทำงาน อย่างงานบางงานน่าสนใจมากเป็นงานระดับเวิลด์คลาส แต่คุณภาพงาน ระบบการจัดการ หรือระบบ Ticketing และการโปรโมทให้เป็นงานระดับโลกก็ไม่สามารถทำให้ถึงระดับแบบนั้นได้จริงๆ สาเหตุ คือ เงินหมดไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ

ส่วนถ้าเป็นระบบที่ 2 คือ ด้านบริษัทที่ Bidding ได้ไป ต้องมาดูรายละเอียดอีกที ว่าคุณภาพงานสามารถทำได้ดีจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เวียดนามทำ คือ ให้ผู้เสนองานนั้น เสนอไอเดียต่างๆ เข้ามาให้เมืองพิจารณา ทั้งไอเดีย และโมเดลรูปแบบการบริหารจัดการ เพื่อให้เห็นว่าอีเว้นท์นี้ทำได้จริงๆ แล้วมีคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทข้อเสนอที่ดีที่สุด สัญญานี้มีระยะเวลา 5 ปี ถ้าหากเอกชนที่ชนะสัมปทานไม่สามารถทำได้ ก็สามารถยกเลิกสัญญาได้ ขณะที่ภาคเอกชนก็มีเวลา 5 ปี ในการทำธุรกิจ

แต่สิ่งที่เมืองจะได้มากที่สุดก็คงจะเป็นการที่อีเว้นท์ต่างๆ ที่จัดขึ้น ทำให้เมืองมีชื่อเสียงโดดเด่น เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยว และพักตามโรงแรมต่างๆ ในเมือง มีการรับประทานอาหาร จับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น คนในเมืองก็มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากนักท่องเที่ยว เมืองก็เก็บภาษีได้เพิ่มสูงขึ้น นั่นแหละครับ ระบบสัมปทานอีเว้นท์ที่เวียดนามใช้อยู่  ซึ่งแบบนี้ล่ะครับ ที่เราเรียกว่าเป็นประชารัฐอย่างแท้จริง เป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ และเอกชนอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ชื่อเสียงเมืองที่ได้มา ก็ทำให้นักท่องเที่ยวอยากมาเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้น

เราน่าจะสรุปได้ว่านี่คือรูปแบบการใช้ความคิดสร้างสรรค์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่น่าจะได้ประโยชน์กับบ้านเมืองสูงสุดครับ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศเอง ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้จริงๆ ครับ

AEC: Creativity in AEC#4