ธนาคาร กรุงไทยสามารถเบียดคู่แข่งในการสร้างเม็ดเงินกำไรได้เป็นอันดับ 3 เป็นครั้งแรก (32,278 ล้านบาท ) หลังจากเป็น แบงก์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สินเชื่อมากสุด และเงินฝากสูงสุด แต่สร้างกำไรเป็นอันดับที่ 4 มานาน

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นไปตามยุทธศาสตร์ ภายใต้โครงการชื่อ “KTB Transformation” ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ ปี 2557 ในสมัย วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่

วันนี้ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) คนใหม่ กำลังขับเคลื่อนต่อ ภายใต้แผน Tri Summit” หรือ “ยอดเขาสามลูก” ซึ่ง ลูกแรกคือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธนาคารภายในปี 2557-2558 ที่ได้ทำไปแล้ว ส่วนเขาลูกที่ 2 คือการปิดช่องว่าง (Gap) ทางธุรกิจระหว่างธนาคารกับคู่เทียบ ที่มีระยะเวลาวางไว้ในปี2559-2561 และเขาลูกที่ 3 คือ การนำพาธนาคารกรุงไทยก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ดีที่สุดด้านดิจิทัลแบงกิ้ง (Best Digital Bank) และเป็นองค์กรที่ดีที่สุดในการทำงานสำหรับพนักงาน (Best Place to Work) ระหว่างปี 2562-2564

วันนี้ ธนาคารยังเดินหน้าไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ และมุ่งสร้างกำไรต่อเนื่อง เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ท้าทาย ท่ามกลางการเติบโตในเรื่องเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แผนทุกอย่างต้องเร็วขึ้น ภายใต้ความท้าทายใหม่ ๆ

ผยงกล่าวว่า “ยุทธศาสตร์เดิมที่ถูกวางไว้สมัยคุณวรภัคเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ผมยังไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีการโฟกัสในจุดที่ต้องทำและมีทิศทางชัดเจนขึ้น โดยเป้าหมายเดิมยังอยู่ต่อไป แต่ต้องย่นระยะให้สั้นจากแผนเดิม”

เขายอมรับว่า ความท้าทายยังมีในหลาย ๆ มิติ จากกการปรับเปลี่ยนของอุตสาหกรรมการเงิน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค และสิ่งทีต้องเร่งทำคือ ‘การลงทุนทางด้านไอที’

“ต้องยอมรับว่าเราอาจจะลงทุนช้ากว่าคนอื่นในเรื่องไอที แต่การลงทุนที่ช้ากว่าคนอื่นไม่ได้หมายความว่า ต้องเสียเปรียบธนาคารอื่นเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าสามารถที่จะนำระบบเทคโนโลยีไปต่อยอดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่ แต่ยอมรับว่าเรื่องนี้เราช้าอีกต่อไปไม่ได้เหมือนกัน”

สำหรับยุทธศาสตร์หลักที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้ ธนาคารต้องกลับมาดูว่าจุดแข็งของตัวเองว่า คืออะไร ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจหลักคือใคร

ธนาคารต้องตอบโจทย์ภารกิจต่าง ๆ ในบริบทความเป็นไฮบริดแบงก์ (Hybrid Bank) คือ การเป็นพันธมิตรของรัฐบาลในการขับเคลื่อนตลาดเงิน ซึ่งเป็นความได้เปรียบอย่างที่ธนาคารอื่นไม่มี ธนาคารจะต่อยอดความได้เปรียบในเรื่องความแข็งแรง โดยได้แบ่งออกเป็น 2 สายหลักคือ 1. ด้าน Payment หรือระบบการชำระเงิน 2. การเติบโตทางด้านสินเชื่อ

ในส่วนของ Payment ทางกรุงไทยก็เป็นตัวหลักในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อนำไปสู่ภารกิจยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ในเรื่อง National e Payment และในเรื่องของ Cashless Society สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ

ทางด้านสินเชื่อธนาคารยังมุ่งเน้นการให้สินเชื่อในโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเหมือนที่ผ่านมา แต่ต่อไปจะโฟกัสเป็นพิเศษในเรื่องของ การค้าชายแดน และการเข้าไปสู่ CLMV เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น

กำหนด CLMV Strategy

“ยุทธศาสตร์เราไม่ได้เปลี่ยนแต่จะกระชับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ในจุดของเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 18 จังหวัดตามตะเข็บใน แนวชายแดน ซึ่งแต่ละจังหวัดเรามีประมาณ 15 สาขา รวมแล้วเกือบ 300 สาขา”

เป็นอีกบริบทหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของกรุงไทยซึ่ง ต้องเติบโตและต่อยอดไปให้ได้

“เราต้องเข้าใจพื้นที่แต่ละจุดว่าเป็นการค้าประเภทไหน เราจะเอาระบบชำระเงินไปช่วยลูกค้า เพื่อให้เปลี่ยนเงินจากมือหนึ่งไปสู่มือหนึ่งได้ง่ายขึ้น หรือสนับสนุนผู้ประกอบการให้ทำธุรกิจข้ามชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือถ้าลูกค้ามั่งคั่งแล้ว เราก็เป็นแหล่งให้ลูกค้านำเงินมาให้เราบริหาร รวมถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย ส่วนการค้าชายแดน เน้นการค้าที่สามารถวิ่งสู่ CLMV และจาก CLMV กลับมาสู่ไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น”

ทั้งหมดนี้จะเน้นการผสมผสานในทุกภาคส่วนของกรุงไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อสอดคล้องกับแนวคิด One KTB รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว มุ่งสู่ความเป็นหนึ่ง”

 

ดิจิทัลแบงกิ้งต้องชัดเจน

การเป็น ดิจิทัลแบงกิ้งอย่างเต็มรูปแบบนั้น ส่วนภายในจะเน้นประสิทธิภาพในการทำงาน โดยให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพภาพสูงสุด เพื่อการลดต้นทุนแต่ทำงานได้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่พึงพอใจให้กับลูกค้า

ส่วนภายนอกต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากเดิม อาจจะเป็นผลิตภัณฑ์เดิมในรูปแบบใหม่ หรือเป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Product Packaging ในบริบทใหม่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของสังคมที่เปลี่ยนไป โดยมีตัวฟินเทคหรือเทคโนโลยีไฟแนนเชียลเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะทำให้เข้าสู่การปรับตัวสู่ดิจิทัล แบงกิ้ง ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธนาคารจำเป็นต้องมีความเข้าใจวัตถุประสงค์การนำฟินเทคมาปรับใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า และทำองค์กรให้พร้อมจะเชื่อมต่อฟินเทคอื่น ๆ ในโลก ไม่เพียงแต่เชื่อมแต่คนอื่น แต่ตัวเองต้องพร้อมเพื่อให้คนอื่นมาเชื่อมต่อแบงก์ ซึ่งเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ในการนำข้อมูลมาใช้

“การนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากในการที่จะ ยังคงความเป็นธนาคารผู้นำไว้ ใน 3-5ปีข้างหน้า วันนี้ทุกคนแข่งขันด้วยข้อมูล การใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าก็ต้องอยู่บนฐานของการมีข้อมูลที่ทำให้เราเข้าใจไม่เพียงแต่ตัวเราเอง แต่รวมถึงลูกค้า ด้วยนี่เป็นยุทธศาสตร์หลักที่อยากเน้นไว้”

 

5 ยุทธศาสตร์ใหม่ ปี 2560

ผยงกล่าวว่าในปี 2560 จะมียุทธศาสตร์ที่แตกต่างไปจากเดิมใน 5 เรื่องคือ

1.การยกระดับความสำคัญเรื่องเร่งด่วนและความสำคัญในเรื่องข้อมูล รวมถึงยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและการนำมาใช้

2.การมุ่งเน้นในเรื่องดิจิทัลมาใช้ โดยให้อยู่ในบริบทของภายในมากกว่าภายนอก บนฐานของข้อมูลที่มีคือ 1.เพิ่มความสามารถในการทำกำไรทำรายได้ 2.เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องการลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย 3.เพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการความเสี่ยง

3.การบริหารจัดการ ในเรื่อง wealth management ธนาคารเห็นโอกาสในการตอบโจทย์ลูกค้าให้มากขึ้น

“ที่ผ่านมาเราใช้กลยุทธ์พรมแดงกับลูกค้ากลุ่มนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังมีช่องว่างคือการตอบโจทย์ในการลงทุน ซึ่งตลาดยังไม่ได้รับการตอบโจทย์ชัดเจน และยิ่งลูกค้ากลุ่มธนบดี ธนกิจกำลังการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมการใช้บริการ อันเนื่องมาถึง ความเปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงเทคโนโลยี ส่งผลให้ธนาคารเห็นช่องว่างในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า”

4.การเข้าถึงลูกค้าในหลายกลุ่ม ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่นกลุ่มสังคมเมือง กลุ่มการค้าชายแดน รวมไปถึงทบทวนช่องทางต่าง ๆ ที่เคยทำในอดีต

5.ด้านธรรมมาภิบาล ธนาคารยังคงมุ่งเน้นเป็นองค์กรตัวอย่างเรื่องธรรมมาภิบาล เพื่อให้ธนาคารเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นความถูดต้องกฎหมายกฎระเบียบ ยกระดับธรรมมาภิบาลองค์กร เป็นตัวอย่างที่ทุกคนมองขึ้นมาแล้วนำเป็นบรรทัดฐานต่อไป

 

ผยงยังย้ำว่า “จุดที่ท้าทายมาก ๆ ของกรุงไทยวันนี้คือ ในเรื่องของ payment จริง ๆ เราแข็งแรงในส่วนของภาครัฐ แต่ในภาคเอกชนจริง ๆ ธนาคารคู่เทียบคนอื่นอาจจะเหนือกว่าเรา แต่บนความเปลี่ยนแปลงเรื่องกฎระเบียบและเทคโนโลยี จะทำให้เปลี่ยนข้อได้เปรียบที่เคยมีมาในอดีตได้อย่างน่าตกใจ เป็นจุดที่ต้องดูกันต่อไปครับ”