จากตอนที่ 1 เรานำเสนอเรื่องราวเรืองรองของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่หลายคนคิดว่ามืดมิด แต่ความเคลื่อนไหวในยุโรปที่สิโรตม์ จิระประยูร เจ้าของร้านหนังสือและนิตยสารอิสระ The Booksmith และ The Papersmith แบ่งปันกับเรานั้น สร้างความหวังและกำลังใจให้ผู้คนในธุรกิจนี้ได้ไม่น้อย หากหลายฝ่ายร่วมใจมองลงไปถึงรากเหง้าแห่งปัญหาและคิดแก้ไขแบบมีทิศทางอย่างถูกลำดับความสำคัญ ตรงจุด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจการอ่านผ่านกระดาษ

ในตอนที่สอง เราขอชวนไปสนทนาต่อกับอีกสองหนุ่ม เชน สุวิกะปกรณ์กุล แห่ง Serindia Publications ผู้โลดแล่นอยู่ในวงการสิ่งพิมพ์เฉพาะทางและงานศิลปะมานานหลายสิบปี สำหรับโปรเจ็คต์ล่าสุดของเขา เชนเล่าว่าแนวคิดหลักในการสร้างงานคือ Celebration of Print Culture และอีกหนุ่มชาวสิงคโปร์ผู้จุดพลุสร้างความคึกคักให้กับแวดวงวรรณกรรมท้องถิ่นของตนมาต่อเนื่องยาวนาน Kenny Leck แห่งร้านหนังสือที่เป็นตำนานของสิงคโปร์ Booksactually

Celebration of Print Culture

เชน สุวิกะปกรณ์กุล ยืนยันว่าสำหรับหนังสือในหมวด Art Book ไม่ว่าโลกดิจิตอลจะไปไกลแค่ไหน อีบุ๊คก็ไม่อาจแทนที่หนังสือเล่มหนาที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับงานศิลปะแขนงต่างๆได้ อารมณ์เดียวกับที่ร้านหนังสือยังคงเป็นพื้นที่ซึ่งผู้ที่ได้เข้ามาเยือนย่อมรับรู้ถึงบรรยากาศและพลังดีหลายอย่าง ก่อนจะจับต้องสัมผัสกระดาษ ค่อยๆพลิกดูและซึมซับ ล่าสุดเชนตอบรับหน้าที่ดูแลพื้นที่ Book Tower, Art Tower และส่วนของ Design Shop สามโซนใหญ่ของโปรเจ็คต์ยักษ์ Open House at Central Embassy ชั้น6 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี ด้วยความเชื่อมั่นในแนวคิด Celebration of Print Culture ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงกระดูกหลักของพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตรที่มีกำหนดจะเปิดตัวช่วงปลายมีนาคมนี้

Open House ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่รวบรวมและกระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจ รวมไปถึงมอบความชุบชูใจในการใช้ชีวิตของผู้คน ประกอบด้วยเจ็ดโซนหลักที่นำเสนอเรื่องราวของหนังสือ ศิลปะ งานออกแบบ อาหาร สนามเด็กเล่น และพื้นที่ทำงานแบบ Co-Thinking Space มีห้องประชุมให้ผู้คนมาชุมนุมเพื่อริเริ่มสร้างสรรค์ระดมความคิดในบรรยากาศดีมีดีไซน์ ผลงานออกแบบจัดวางพื้นที่โดย Klein Dytham Architect บริษัทออกแบบชื่อดังในโตเกียว เจ้าของผลงานฮือฮา Daikanyama T-Site

เชนจะย้ายร้านหนังสือของเขา Hardcover The Art Book Shop ซึ่งอยู่ที่ชั้น 4 ในห้างเซ็นทรัลเอ็มบาสซีมาตั้งแต่ห้างฯเปิด ขึ้นไปอยู่ชั้น 6 ในนาม Open House Bookshop by HARDCOVER และร้านเดิมจะปรับเปลี่ยนเป็น Publishing & Editorial Service เปิดบริการรับทำ Photo Book พิมพ์นามบัตรและงานออกแบบกราฟฟิกบนกระดาษต่างๆ

“สำหรับ Art Book อย่างไรคนก็ไม่ไปหาดิจิตอล หนังสือยังเป็นของขวัญที่ดี และมี Emotional มากกว่า คนยังต้องการปฏิสัมพันธ์กับกระดาษผ่านการสัมผัสจับต้อง แม้ตลาดโดยรวมในโลกจะเปลี่ยนไป สำนักพิมพ์ก็ต้องเปลี่ยน ทุกที่ต้องมีการปรับตัว เพราะโลกมีทางเลือกมากขึ้น จำนวนพิมพ์หนังสืออาจจะน้อยลง วงจรหนังสือสั้น การที่สำนักพิมพ์จะตัดสินใจพิมพ์อะไรก็ต้องคิดมากขึ้น”

เชนอยู่ในวงการสิ่งพิมพ์มายาวนาน ในปี พ.ศ. 2546 เขาตัดสินใจซื้อกิจการสำนักพิมพ์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปลายยุค 70s คือสำนักพิมพ์ Serindia Publications ของอังกฤษ โดยนำมาเปิดกิจการอยู่ในชิคาโกที่ซึ่งเขาไปศึกษาต่อ ทำงาน และใช้ชีวิตอยู่นานกว่าสิบห้าปี มีโอกาสร่วมงานกับร้านหนังสือเฉพาะทางเกี่ยวกับศิลปะเอเชีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีและประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย ตลอดจนมีประสบการณ์ด้านงานสิ่งพิมพ์ที่ทำร่วมกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะและองค์กรประมูลงานศิลป์หลายแห่ง ซึ่งกลายมาเป็นความชำนาญเฉพาะทางของเขา เมื่อตัดสินใจกลับมาเมืองไทย เชนเริ่มต้นด้วยการเปิดแกลลอรี่ในโครงการ O.P. Garden เพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงงานของศิลปินที่ทางเซเรนเดียจัดพิมพ์หนังสือให้ และต่อมาเปิดร้านหนังสือในหอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) เพื่อเป็นเอาต์เล็ตสำหรับวางจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์และขณะเดียวกันก็คัดสรรนำเข้าหนังสือศิลปะดีๆจากสำนักพิมพ์ชั้นนำทั่วโลก ปัจจุบันเชนเป็นเจ้าของกิจการร้านหนังสือสามแห่งในหอศิลป์กรุงเทพฯ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่และที่ท่ามหาราชในนามร้านหนังสือ Editions Marketplace at Tha Maharaj

Celebration of SG Literature

สิบสองปีก่อน Kenny Leck ก่อตั้งร้านหนังสืออิสระเต็มไปด้วยวรรณกรรมคัดสรร บทกวี ความเรียง บทบันทึกทางวรรณกรรม บทวิจารณ์ และงานเขียนเก่าแก่หายากขึ้นในนามร้าน Booksactually ร้านหนังสือซึ่งฝ่าฟันเอาชีวิตรอดจากค่าเช่าร้านอันหฤโหดต้องย้ายร้านหลายต่อหลายครั้ง จนล่าสุดมาปักหลักอยู่ในย่าน Tiong Bahru บนถนน Yong Siakst ที่เริ่มจะฮิพขึ้นๆ (จนเคนนี่ชักเริ่มหวั่นใจว่าค่าเช่าจะขึ้นอีกไหม) จากเดิมที่มีร้านหนังสือของเขามาก่อนใครในย่านนี้ ปัจจุบันรอบๆร้านเต็มไปด้วยคาเฟ่ บาร์ ร้านขายของมีดีไซน์มาเป็นเพื่อนบ้านอุ่นหนาฝาคั่ง

หน้าร้าน Booksactually เด่นสะดุดตาด้วยตู้ขายหนังสืออัตโนมัติ (Books Vending Machine) หนึ่งในโปรเจ็คต์กระหึ่มเกาะของเคนนี่เมื่อปีก่อน ที่เขาได้แรงบันดาลใจจาก The Penguincubator ตู้ขายหนังสือของสำนักพิมพ์เพนกวินที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเจ้าของสำนักพิมพ์เพนกวินในปี ค.ศ. 1937 ร้านบุ๊คส์แอคชัวลี่ของเคนนี่เป็นร้านที่มีคอลเลคชั่นหนังสือวินเทจของสำนักพิมพ์เพนกวินแยะที่สุดในสิงคโปร์ นอกจากเพนกวินวินเทจแล้ว ด้านในสุดของร้านยังมีของวินเทจที่เคนนี่คัดสรรสะสมและนำส่วนหนึ่งมาจำหน่ายด้วยอยู่ด้านในสุดของร้านหนังสือ เราชอบส่วนนี้มาก เหมือนเข้าไปในถ้ำมหาสมบัติของคนรักการเขียนอ่าน เครื่องใช้บนโต๊ะทำงาน เครื่องเขียน ยุค 60s-70s มีให้ตื่นตาตามหลืบมุมต่างๆซึ่งมีแมวนอนเฝ้าอยู่สามตัวกระจายกันไปทั่วร้าน

เคนนี่รักแมวทั้งสามมาก เขาเล่าว่าเจ้าสามตัวนี้คือเจ้าของร้านตัวจริงที่มีพฤติกรรมแซ่บสนุกต่างๆกันไป นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เคนนี่เปิดคาเฟ่ในร้านหนังสือไม่ได้ ทั้งที่อยากมาก ด้วยความที่กฏหมายสิงคโปร์เคร่งครัดห้ามมีสัตว์เลี้ยงเพ่นพ่านในสถานบริการอาหารเครื่องดื่มเด็ดขาด และเคนนี่ไม่สามารถตัดใจทิ้งแมวไว้ที่บ้านขณะเขาออกมาทำงานที่ร้านได้ โครงการมุมกาแฟในร้านหนังสือจึงเป็นอันพับไป แต่ชายหนุ่มร่างเล็กแสนสุภาพยังมีโปรเจ็คต์อีกหลายหลากที่เขาริเริ่มขึ้นมาเพื่อก่อให้เกิดความคึกคักและวิวัฒน์ในโลกวรรณกรรมของนักเขียนสิงคโปร์มาต่อเนื่องยาวนานโดยตลอด อย่างตู้หนังสืออัตโนมัติที่ตั้งไว้หลายพิกัดทั่วสิงคโปร์ ในตู้นอกจากบรรจุหนังสือเพื่อนักอ่านทุกวัยแล้ว เคนนี่ยังตั้งใจใส่งานวรรณกรรมผลงานเขียนของนักเขียนสิงคโปร์ไว้ด้วย ตู้หนังสืออัตโนมัตินี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการนำหนังสือและการอ่านเข้าไปใกล้ชิดกับผู้คนในชีวิตประจำวันมากขึ้น ในร้านหนังสือของเขาก็เช่นกัน เคนนี่เชื่อมั่นในเรื่องการสร้างมูลค่าให้กับวรรณกรรมท้องถิ่นโดยการผลักหนังสือให้อยู่ในจุดที่โดดเด่น “ดึง Value ของหนังสือให้คนเห็น” ในร้านเราจะเห็นการจัดชั้นวางที่น่าสนใจ การแนะนำรีวิว งานของนักเขียนสิงคโปร์รวมกลุ่มกันอยู่อย่างสวยเด้ง น่าหยิบมาเปิดอ่าน

เคนนี่ยังก่อตั้งสำนักพิมพ์ Math Paper Press เน้นการพิมพ์งานของนักเขียนคุณภาพชาวสิงคโปร์ นอกจากจัดพิมพ์แล้วเขายังช่วยดูแลเรื่องการขายด้วย อีกทั้งยังทำแบรนด์ Birds & Co. ผลิตสมุดบันทึกเย็บมือและเครื่องเขียนต่างๆรวมอยู่กับของวินเทจเบ็ดเตล็ดที่เขารัก/สะสมและนำมาตกแต่งร้าน “ผมชอบเอาเครื่องเขียนเก่ามาดิสเพลย์ร้านเสมอๆ และลูกค้าก็มาถามตลอดว่าขายไหมๆ” เขาเลยเปิดมุมขายเป็นกิจจะลักษณะเสียเลย เคนนี่เป็นคนรักและผูกพันกับชุมชนมาก ของวินเทจในร้านจึงเป็นของคุ้นตาที่พบเห็นในชีวิตประจำวันของชาวสิงคโปร์ในอดีตเมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อนเป็นหลัก

เคนนี่เป็นเด็กที่เติบโตมากับการอ่าน และยังมีประสบการณ์ทำงานร้านหนังสือใหญ่ที่เข้ามาเปิดตัวในสิงคโปร์ถึงสองแห่ง ไม่ใช่เป็นเพียงคนรักการอ่านที่มีความฝันอยากเปิดร้านหนังสือ แต่เคนนี่มีทักษะความชำนาญสูงทีเดียวในเรื่องสต๊อค โครงสร้างและการบริหารธุรกิจร้านหนังสือ เขาเล่าว่าระบบต่างๆเหล่านี้ Borders หนึ่งในที่ทำงานเก่าของเขาสอนมาแยะมาก ขณะที่ Tower Books อีกร้านหนังสือซึ่งเคนนี่ได้ร่วมงานก็เปิดโลกการอ่านให้กับเขาอย่างกว้างขวาง ตามนโยบายของร้านที่สนับสนุนสำนักพิมพ์เล็กๆหรืองานของนักเขียนหน้าใหม่แบบที่ไม่ใช่หนังสือขายดีในกระแสหลัก

สองเบ้าหลอมแข็งแกร่งนี้ส่งผลให้เคนนี่ประคองตัวอยู่ในธุรกิจนี้ได้นานถึงสิบสองปี โดยมีจุดเด่นคือการยกย่องเชิดชูผลักดันวรรณกรรมของนักเขียนสิงคโปร์ทั้งที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Math Paper Press และสำนักพิมพ์อื่นๆ ท้ายนี้เราจึงขอให้เขาแนะนำผลงานของนักเขียน SG ที่น่าทำความรู้จักทอปทรีสามเล่มให้ด้วยเพื่อเป็นการเกริ่นนำอีกหนึ่งโปรเจ็คต์ในฝันของเจ้าพ่อร้านหนังสือที่เป็นตำนาน “ผมสนใจตลาดในเมืองไทย ผมว่านักอ่านไทยมีรสนิยมการอ่านที่กว้างมาก โดยเฉพาะเรื่องงานแปลวรรณกรรมต่างประเทศ ไปจนถึงงานออกแบบกราฟฟิกต่างๆ เมืองไทยมีสำนักพิมพ์เล็กๆที่ผลิตงานดีๆน่าสนใจแยะมาก” เคนนี่บอกว่าไทเปและกรุงเทพฯคือสองจุดหมายโปรด

ปีนี้เคนนี่บอกว่าเขาตั้งใจจะมุ่งเน้นการผลิตงานต่างๆของสำนักพิมพ์ให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น อาทิเช่นการส่งออกหนังสือของสำนักพิมพ์ Math Paper Press ให้เป็นที่รู้จักแก่นักอ่านชาวไทย จะอย่างไร ช่องทางไหน โปรดติดตาม ควบคู่ไปกับการบริหารงานร้านหนังสือและจัดอีเว้นต์ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการอ่านและศิลปะวัฒนธรรม

 

Serindia Publications www.serindia.com

Open House Bookshop by HARDCOVER https://hardcoverartbookshop.com/

Editions Marketplace at Tha Maharaj https://web.facebook.com/editionsbkk

Open House at Central Embassy https://web.facebook.com/openhouse.ce

Booksactually No. 9 Yong Siak Street, Tiong Bahru Singapore https://web.facebook.com/BooksActually

 

สามเล่มน่าอ่านงานเขียนของ SG Writers ที่เคนนี่แนะนำ

Every Moving Thing That Lives Shall be Food by Grace Chia

เกรซเป็นที่รู้จักดีในสิงคโปร์ในฐานะกวี ก่อนจะมาเขียนร้อยแก้ว หนังสือเล่มนี้รวบรวมงานเขียนเรื่องสั้นเล่มแรกของเธอที่สะท้อนชีวิตประจำวันของชาวสิงคโปร์ เกรซเป็นนักเขียนที่มีความเป็นอิสระสูง เธอเขียนหนังสืออย่างแน่วแน่ดื่มด่ำ ค่อยๆคลี่คลายตัวเองสู่การเป็นนักเขียนอย่างช้าๆทว่ามั่นคง

Rain Tree by Mahita Vas

เรนทรี คือหนังสือเล่มที่สองของมาฮิตา เล่มแรกเป็นอัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของเธอและการต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยทางจิต มาฮิตาคือผู้มีคุณูปการต่อแวดวงวรรณกรรมสิงคโปร์ หากปราศจากเธอแล้ว แวดวงเล็กๆนี่จะไม่มีทางขับเคลื่อนไปได้ มาฮีตาไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ทำให้หวนระลึกถึงยุค 1960s เท่านั้น แต่เธอสามารถจุดประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศที่เรายังคงเผชิญอยู่ในสังคมทันสมัยของสิงคโปร์ในยุคนี้

The Desire for Elsewhere by Agnes Chew

เล่มนี้คืองานเปิดตัวครั้งแรกของแอกเนสผู้ไม่มีประสบการณ์การเขียนมาก่อน หนังสือเล่มนี้เกิดจากความรักการเดินทาง ซึ่งก็ต้องขอบคุณช่วงที่เธอทำงานกับหน่วยงานของรัฐทำให้ต้องเดินทางในหน้าที่การงานอยู่เนืองๆ แอกเนสติดต่อสำนักพิมพ์ Math Paper Press ในปี ค.ศ. 2015 ว่าสนใจจะพิมพ์เรื่องราวการเดินทางของเธอไหม งานเขียนของแอกเนสทำให้คุณได้เดินทางไปกับนักเขียนที่ปราศจากภาพลวงตาโรแมนติกว่ามีแต่เรื่องราวดีๆเท่านั้นที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

 

Curated by Ploy พลอย จริยะเวช