“ผมเป็นคนกลาง ๆ เรียนก็กลาง ๆ ทำกิจกรรมก็กลาง ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนที่ความชั่วไม่มี แต่ความดีไม่ปรากฎ ถ้าผมไม่มาโรงเรียนวันไหนก็ไม่ได้มีใครพูดถึง

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เป็นส่วนเติมเต็มของห้องนะ หมายถึงว่าถ้าครูมองเข้ามา เด็กนักเรียนนั่งครบอยู่ทุกโต๊ะก็แค่นั้นเอง

สิ่งที่ผมถนัด คงจะมีแค่อย่างเดียว คือถนัดมือขวา นอกจากนั้นผมไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย

นี่คือคำพูดของ ภาณุมาศ ทองธนากุล หรือที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็รู้จักเขาผ่านนามปากกาที่ใช้ชื่อว่า ใบพัด จากที่เคยเป็นคนกลาง ๆ อย่างที่บอกไป ตอนนี้เขากลายมาเป็นนักเขียนชื่อดังที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเพื่อทำตามความฝันของตัวเอง

แล้วยังเป็นความฝันที่ยังประสบความสำเร็จอีกด้วย

ในงาน Thanachart Smart Training ใบพัดได้เปรียบเทียบการใช้ชีวิต การทำงานของเขาผ่านขาโต๊ะ 4 ขาเอาไว้ได้อย่างคมคาย และถ้าขาดขาใดขาหนึ่งในชีวิตไป คงจะทำให้เรายืนอยู่ได้อย่าง ‘ไม่มั่นคง’

แนวคิดโต๊ะ 4 ขา มาจากการที่เขาเป็นคนกลาง ๆ นี่แหละ ใบพัดบอกว่าการเป็นคนกลาง ๆ นี่แย่กว่าคนเรียนไม่เก่งอีกนะ เพราะคนเรียนเก่งนี่ไม่ต้องไปพูดถึงยังไงพวกเขาก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว ส่วนคนเรียนไม่เก่งก็มีจะกิจกรรม มีเพื่อนมากมายเข้ามาทดแทนในส่วนที่ขาดหายไป

และด้วยความเป็นคนกลาง ๆ ไม่เคยทำอะไรประสบความสำเร็จมาก่อน พอไปสมัครงานแล้วบริษัทตัดสินใจรับเขาเข้ามา ก็เลยทำให้ใบพัดรู้สึกว่า นี่แหละ! ความภูมิใจขั้นสุดยอด โดยไม่ได้กลับไปมองย้อนว่านี่คืองานที่เขาชอบจริง ๆ แล้วหรือเปล่า

แต่พอได้เข้ามาทำงานจริง ๆ มันกลับทำให้เขารู้สึกว่า ความสุขที่สุดในการทำงาน…..ก็คือเวลาเลิกงาน อย่างถ้าเวลาเลิกคือ 5 โมงครึ่ง ตอน 5 โมง 15 เขาก็จะเริ่มปิดคอมเก็บของเตรียมกลับบ้านแล้ว

ในที่สุดมันก็บั่นทอน จนทำให้เขาตัดสินใจลาออกมา และนี่ก็กลายเป็นที่มาของขาโต๊ะ ขาที่ 1

จะทำงานอะไร ให้มองแง่ร้ายของมันซะก่อน

หลายคนอาจจะบอกว่าถ้าอยากทำอะไรให้ดูว่างานนั้นเป็นสิ่งที่เราชอบหรือเปล่า แต่ใบพัดกลับบอกว่า ถ้าจะทำงานอะไร ต้องมองหาแง่ร้ายที่สุดของมัน ไปถามรุ่นพี่หรือคนที่เคยทำงานนั้น ๆ ดูก็ได้ ว่าเคยเจออะไรแย่ ๆ เกี่ยวกับงานนั้น

และถ้าคุณสามารถรับแง่ร้าย ๆ ของมันได้ ก็ตัดสินใจทำต่อได้เลย

แต่ถ้าไม่ ก็ให้ลองมองหางานอื่นซะดีกว่า

ซึ่งถ้าเจองานที่ใช่และสามารถรับแง่ร้าย ๆ ของมันได้แล้ว ต่อไปก็ต้องพัฒนาให้มีคุณมีสกิลในระดับที่เชี่ยวชาญ เพื่อทำให้คุณมีความโดดเด่นในงานนั้น ๆ ด้วย

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็อย่างเช่นซูชิของจีโร่ ด้วยความ Expert ในด้านซูชิ จึงทำให้ใครหลาย ๆ คนยอมที่จะต่อคิวรอนานถึง 3 เดือน เพื่อกินซูชิไม่กี่คำ แม้จะมีราคาหลักหมื่นบาทก็ตาม

ขาที่ 2 : มีงานแต่มีสุขภาพไม่ดี ก็เหมือนเวลาออกรบที่มีแค่ดาบ แต่ไม่มีโล่ป้องกัน

จริง ๆ แล้วคนในสมัยนี้มักจะป่วยด้วยโรคที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยก็อย่างเช่น เวลาขับรถไปทำงานคุณก็นั่งท่าเดิม ทำงานหน้าคอมก็ท่าเดิม กินข้าวก็ท่าเดิม ดูทีวีก็ท่าเดิม

ถึงจะเป็นสิ่งที่เราทำกันทุกวันโดยที่ไม่รู้สึกตัวอะไร แต่สิ่งเหล่านี้มักจะสะสมอยู่ข้างในโดยที่เราไม่รู้ตัว

จะรู้ว่าเป็นอีกทีก็ตอนที่เอาเงินที่ทำงานมาได้ ไปเสียค่ารักษาให้กับหมอซะแล้ว

ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่า มีงานดีแต่มีสุขภาพไม่ดี ก็เหมือนกับเวลาออกรบที่มีดาบแต่ไม่มีโล่ เมื่อถึงเวลาโดนจู่โจมก็ตั้งมือรับไม่ทัน

ฉะนั้นแล้ว รีบหันมาใส่ใจโล่ห์กำบังของตัวคุณเองซะเถอะ

ขาที่ 3 : ทำงานได้เยอะเท่าไหร่ แต่เงินเก็บกลับหายไปอย่างไร้วี่แวว

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เงินเก็บหายไป ก็หนีไม่พ้นการใช้จ่ายไปกับไลฟ์สไตล์ ชิค ๆ คูล ๆ เห็นเพื่อนใน Facebook มีชีวิตดี๊ดี ก็อยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง ‘แต่การแสดงตัวเองว่ารวย ไม่ได้แปลว่าเขารวยจริง ๆ เสมอไป’

และสำหรับใครที่รู้ตัวว่าทุกวันนี้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยแล้วละก็ ใบพัดก็เลยฝากวิธีคิดเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

“ก่อนจะจ่ายเงินไปกับอะไร ต้องดูว่าสิ่ง ๆ นั้นมันคุ้มค่าต่อแรงงานที่เราทำไปแล้วหรือยัง อย่างเช่นว่า ถ้าได้ค่าเหนื่อยค่าแรงวันละ 300 แต่ดันซื้อเสื้อยืดไปตัวละ 300 แล้วละก็ อาจจะไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่”

ขาที่ 4 : ความรัก

หลายคนมี 3 ขาที่ว่ามาอย่างครบถ้วนทั้งหมด แต่กลับขาดขาที่ 4 ในชีวิตคือเรื่องของความรัก ซึ่งถ้ามีความรักตรงนี้มาเติมเต็ม ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัว หรือความรักต่ออะไรก็ตาม

ก็จะทำให้ขาโต๊ะแข็งแรง และคุณก็จะสามารถยืนอยู่บนนั้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ