หัวเว่ยมองตลาดมือถือในปีนี้อยู่ในภาวะทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาด้วยจำนวน 18 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นสมาร์ทโฟน 95% และ ฟีเจอร์โฟน 5% ซึ่งความจริงแล้วหากมองเฉพาะสมาร์ทโฟน จะพบว่า ยังคงเติบโต ส่วนฟีเจอร์โฟนกำลังลดลง จึงทำให้ภาพรวมทรงตัว โดยคาดว่าในปีนี้ตลาดจะเติบในระดับเดียวกับ GDP ที่ 3-4%

.

P9 Series ดันยอดขายโต

สำหรับหัวเว่ย การเข้ามาในตลาดสมาร์ทโฟนไทยคือว่าประสบความสำเร็จ จากการสำรวจของ GFK พบว่าในเดือนมกราคม 2560 หัวเว่ยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาด 11.9% จาก 9.9% ในปีที่ผ่านมา เติบโต 3 เท่า ในเชิงปริมาณ ขึ้นอับดับ 2 ของตลาด และเป็นอันดับ 3 ในเชิงมูลค่า  โดยภาพรวมทั่วโลกหัวเว่ยมียอดขาย 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โต 35% ในแง่ปริมาณ 139 ล้านเครื่อง โต 29%

“ปี 2016 ถือว่าเป็นปีทองของหัวเว่ยในประเทศไทย เพราะถึงแม้เศรษฐกิจจะยังทรงตัวแต่หัวเว่ยกลับมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 3 เท่าซึ่ง Huawei P9 Series เป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ช่วยดันยอดขายให้ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันมียอดขายกว่า 10ล้านเครื่องทั่วโลก โดยประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ทำยอดขายได้มากที่สุดของโลก ” ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าว

.

P10 Series ความหวังปี 2017

ในปีนี้ หัวเว่ย ยังรุกตลาดต่อเนื่อง เริ่มต้นโค้งแรกของปี ด้วยการเปิดตัว Huawei P10 และ P10 Plus ต่อยอดความสำเร็จของ Huawei P9 Series ตั้งเป้ายอดขายมากกว่า P9 กว่า 3 เท่าตัว

นอกจากจุดเด่นด้านกล้องที่หัวเว่ยจับมือร่วมกับไลก้า ยังได้ร่วมมือกับ Pantone Color Institute ออกสีใหม่ที่คัดขึ้นมาเป็นพิเศษ คือ สีเขียว Greenery ซึ่งเป็นสี PANTONE ประจำปี 2017 และ สีน้ำเงิน Dazzling Blue ที่มาพร้อมผิวขัดแบบ Hyper-Diamond Cutting วางจำหน่าย P10 (รุ่น 32 GB) ราคา 17,900 บาท,  P10 (รุ่น 64 GB) ราคา 19,900 บาท และ P10 Plus ราคา 23,900 บาท โดยสีที่จำหน่ายในไทย ได้แก่ Mystic Silver, Prestige Gold,Graphite Black, Dazzling Blue, Dazzling Gold โดยสีเขียว Greeneryหัวเว่ยจะนำเข้ามาทำตลาดในเฟส 2  เพื่อสร้างสีสันกระตุ้นยอดจำหน่ายหลังเปิดตัวไปสีกพัก

“ยอดขาย P9 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการสินค้าที่ถูกอย่างเดียว แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและคุ้มค่า สำหรับ P10 เราตั้งความหวังไว้มาก ซึ่งการเปิดตัวช่วงนี้ถือว่าถูกจังหวะมาก ซึ่งหัวเว่ย ถือเป็น 1 ใน 3 แบรนด์ที่ขายราคาเกิน 20,000 ในไทย”

สำหรับเรื่องที่มีการสับสนว่าตกลง P Series หรือ Mate Series เป็นรุ่นแฟล็กชิปกันแน่ ทศพร กล่าวว่า ทั้ง 2 รุ่นถือเป็นรุ่นแฟล็กชิปทั้งคู่ เนื่องจากจับฐานลูกค้าคนละกลุ่มกัน P Series จะจับกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่แมสและกว้างกว่า ส่วน Mate Series จะเน้นคนที่ดูสเปคเครื่องเป็นหลัก

 

ปีนี้ต้องโต 3 เท่า

ในภาพรวมปี 2017 ทศพร ตั้งเป้าจะโต 3 เท่าเหมือนปีก่อน ซึ่งถือเป็นความท้าทายอีกขั้นของหัวเว่ย แต่เชื่อว่าด้วยสินค้าและกลยุทธ์ต่างๆจะทำให้หัวเว่ยสามารถบรรลุยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยปีนี้จะขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 จุด พร้อมเตรียมเปิดหัวเว่ย แบรนด์ช็อปอีกกว่า 45 จุดทั่วประเทศ อีกทั้งยังคงเน้นหนักในด้านกิจกรรมการตลาดและการใช้สื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นทั้งในออฟไลน์และออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ทั้งในแง่แบรนด์และสินค้า ภายใต้งบการตลาดเพิ่มอีก 3 เท่า

ปัจจุบันหัวเว่ยมีสินค้าในตลาดทั้งหมด 10 รุ่น รวมแท็บเล็ต แบ่งเป็น ยอดขาย 20% มาจากกลุ่มต่ำกว่า 5,000 บาท มีรุ่น Y Series, 40% กลุ่ม 5,000 – 15,000 มีรุ่น GR Series ส่วนท้าย 15,000 ขึ้นไป มีรุ่น P Series และ Mate Series

เป้าหมายหลักของหัวเว่ย คือ ในปี 2020 จะต้องขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดให้ได้