อย่าปล่อยให้ความคิดมาบงการ – เมื่อไหร่รู้สึกติดขัด วนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม เมื่อนั่นแหละคุณได้เปิดทางให้ความคิดมีอำนาจเหนือคุณเข้าให้แล้ว แต่ไม่ต้องเครียดไปเพราะคุณสามารถออกจากเขาวงกตนี้ได้ด้วยการนิ่งสักพัก ทำสมาธิ ปล่อยให้ความคิดไหลผ่านไปและเปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นคนมองดูแทนการกลับไปวนนึกถึงมันอีก เหมือนที่ Steve Jobs ได้กล่าวไว้ว่า “แค่ได้นั่งนิ่งๆ แล้วลองสังเกตุกระแสความคิด คุณจะรู้สึกได้เลยว่าจิตใจได้ผ่อนคลาย แม้การพยายามทำใจให้สงบช่วงแรกอาจยาก แต่หลังเวลาผ่านไปสักพักเมื่อใจนิ่ง คุณก็จะเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น”

ระบายเรื่องในหัวลงหน้ากระดาษ – อีกอย่างที่ช่วยฉุดคุณพ้นจากการติดหล่มทางความคิดคือการเขียน โดยประโยชน์แรกที่ได้รับคือปล่อยอะไรที่อัดอั้นอยู่ในหัวให้ออกมา และยังช่วยให้เห็นในรูปของตัวอักษรด้วยว่าที่คุณคิดอยู่นั้นแท้จริงแล้วมีอะไรบ้าง นอกจากนี้หลังเวลาผ่านไปคุณยังสามารถกลับมาดูซ้ำได้บ่อยเท่าที่ต้องการและสร้างนิสัยคิดอย่างเป็นระเบียบ เป็นขั้นเป็นตอนไปพร้อมๆกัน

ไม่ต้องคิดอะไรบ้างก็ได้ – แต่ละวันควรมีเวลาให้กับการไม่คิดอะไรเลยบ้าง กำหนดเอาเลยตามสะดวกเช่นสักพักก่อนกลับบ้าน หรือครู่หนึ่งก่อนล้มตัวลงนอน โดยเวลาที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 10 – 20 นาที หากทำได้เป็นประจำความฟุ้งซ่านจะลดลงไปพอสมควรและตัวคุณเองจะรู้ได้ว่าทุกวันมีเวลาในสมองได้พัก แม้ช่วงสั้นๆก็ตาม

ลุกออกไปทำอย่างอื่น – จริงอยู่การแบ่งความสนใจทำสองสิ่งพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าทำได้ก็จะช่วยให้คุณไม่คิดหรือจมอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป โดยถ้าอยากทำสองสิ่งในเวลาเดียวกันเกิดประโยชน์สูงสุด หนึ่งในสองอย่างนั้นควรเป็นกิจกรรมที่ได้ยืดเส้นยืดสาย และได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะจะลดโอกาสการกลับไปคิดมากนั่นเอง

ใช้เวลาอยู่กับปัจจุบัน – อย่ามัวเสียเวลาไปคิดถึงสิ่งที่อยากทำแต่ติดขัดหรือสิ่งควบคุมไม่ได้ เพราะเวลาคือทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุด ฉะนั้นจงอยู่กับปัจจุบันและมุ่งมั่นกับงานตรงหน้าเพื่อให้ วินาที นาทีและชั่วโมง ผ่านไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมั่นในการตัดสินใจ – ส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคคิดมากกำเริบก็เพราะคุณลังเลว่าทางเลือกในหัวนั้นถูกต้องหรือไม่ เพื่อให้โรคนี้ทุเลาคุณต้องเคารพในการตัดสินใจของตัวเอง เพราะยิ่งคิดเยอะ ความกังวลก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ท่องไว้ความผิดพลาดไม่ใช่หายนะ – ใครบ้างไม่กังวลกับผลที่ตามมาหากเลือกงานผิด แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่ หรือขับรถกลับบ้านผิดทาง แต่หลายครั้งการทำพลาดก็ไม่ใช้หายนะไปซะหมด และอาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้คุณเติบโตหรือก้าวหน้าก็เป็นได้ ฉะนั้นครั้งต่อไปถ้าพลาดขึ้นมา ลองพลิกวิกฤตเป็นโอกาสและมองให้เป็นบทเรียน

 

ที่มา : businessinsider.com