การที่จะทำให้คน ๆ นึงถือมือถือนิ่ง ๆ เป็นเวลา 22 นาทีหรือเกือบครึ่งชั่วโมงโดยที่ไม่สวิตช์หน้าจอไปดูคอนเทนต์อื่นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งกับการดูโฆษณาด้วยแล้วละก็…..ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

แต่แบรนด์ที่เป็นฟิล์มถนอมสายตาอย่าง Focus สามารถทำได้ แถมยังมียอดวิวที่ทะยานไปถึง 4.2 ล้านวิวภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน สำหรับคนที่ตกเทรนด์ยังไม่เคยดูหนังสั้นโฆษณาชิ้นนี้ (ซึ่งเชื่อว่ามีจำนวนน้อยมาก ๆ) Marketeer ก็เลยเอาหนังสั้นที่ว่ามาให้ทุกคนได้ชมกันก่อน เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านบทความนี้ให้เข้าใจกันมากขึ้น

หลังจากดูจบ เราให้เวลาคุณอีก 5 นาที เพื่อซึมซับความรู้สึกของเรื่องราวที่ได้ดูไปเมื่อครู่นี้ก่อน

แล้วค่อยมาหาคำตอบกันว่าที่มาที่ไปของผลงานชิ้นนี้ได้มาจากอะไร ทำไมถึงดึงให้คนตั้งแต่ต้นจนจบแม้จะมีเนื้อเรื่องที่ลากยาวไปถึง 22 นาทีได้ แล้วทำไมถึงเป็นโฆษณาที่ไม่มีการ Tie-in โปรดักท์ ให้เราได้เห็นกันแม้แต่นิดเดียว

คงจะไม่มีใครตอบคำถามได้ดีไปกว่าเจ้าของโปรเจ็คอย่าง อมรศักดิ์ แดงแสงทอง รองประธานฝ่ายการตลาด แห่ง ดีพลัส อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายฟิลม์และกระจกกันรอย Focus และผู้ถ่ายทอดแนวคิดของแบรนด์ออกมาให้เราได้เห็นภาพกันอย่างชัดเจนซึ่งนั่นก็คือ Ogilvy Branded Entertainment โดยการนำทีมของ อู๊ด นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์

จุดเริ่มต้นของไวรัลคลิป ที่กลายเป็นกระแสดังในตอนนี้

ต้องบอกก่อนว่าจริง ๆ แล้วนี่เป็นแคมเปญที่ทำมาเพื่อ Support การทำ CSR ของ Focus ในเมื่อ Position ของแบรนด์คือการเป็น ฟิล์มถนอมสายตา Focus ก็เลยเลือกที่จะหยิบยกปัญหา ‘ต้อกระจก’ ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนไทยสูญเสียการมองเห็นมาสร้างความตระหนักให้ผู้คนได้รู้ถึงคุณค่า ในขณะที่ยังมีดวงตามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนอยู่

ถ้าเป็นการทำ CSR แบบเดิม ๆ มันก็คงจะหนีไม่พ้นการไปทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือบริจาคเงินตู้มเดียวทำข่าวแล้วก็จบ แต่แคมเปญนี้ไม่ใช่ เพราะ Focus อยากจะทำ CSR ให้ผู้คนได้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้กระจายความช่วยเหลือไปในวงกว้างมากขึ้น

และเมื่อจุดมุ่งหมายหลักของแคมเปญนี้ คือสร้างการตระหนักรู้ ทาง Ogilvy ก็เลยเลือกที่ถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบของหนังสั้น ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของผู้คนได้ดีที่สุด โดยได้ผู้กำกับที่กำลังมาแรงอย่าง ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี จากค่าย Hello Filmmaker มาเป็นผู้ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้เกิดขึ้น

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เพื่อสร้างความรู้สึกให้ชัดเจนมากขึ้น

Ogilvy บอกกับ Marketeer ว่า พวกเขาไม่อยากทำหนัง CSR ที่ดูแล้วเศร้า หดหู่ หรือดูแล้วรู้สึกสงสาร แต่อยากจะทำออกมาให้คนดูรู้สึกสนุก แต่กลับเข้าใจความรู้สึกของคนที่มองเห็นไม่ชัดต้องพบเจอ

มันก็เลยออกมาเป็นรูปแบบของหนังรัก ที่ใช้ความรักมาเปรียบเทียบกับการมองเห็น ผ่านมุมมองสายตาแบบเบลอ ๆ ของตัวละครหลักอย่าง ‘แทน’ ว่าการที่เขามองเห็นไม่ชัด มันจะทำให้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อแฟนเก่าอย่าง ‘จูน’ ไม่ชัดเจนตามไปด้วยหรือเปล่า

และเมื่อภาพที่เห็นมันเบลอแทบทั้งเรื่อง ก็จะทำให้คนดูอย่างเรา ๆ เข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นต้อกระจกด้วยเช่นกัน

ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่คมคายจริง ๆ

22 นาทีไม่ยาวเกินไป ถ้ามีวิธีเล่าให้คนตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าการที่จะทำให้คน ๆ นึงถือมือถือค้างไว้นานถึง 22 นาทีนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่ทาง Focus และ Ogilvy ได้ให้มุมมองในเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างตรงกันว่า

“เราไม่ได้เอาเวลามาเป็นตัวตั้ง แต่มองหาในสิ่งที่อยากสื่อสารไปยังคนดูก่อนเป็นอันดับแรก จริง ๆ ก็มีคิดเหมือนกันว่ามันจะยาวไปไหม เราก็เลยตัดทอนบางส่วนออกไป แต่ก็ไม่เยอะเกินไปจนทำให้สูญเสียความรู้สึกในการดู

ดีกว่าเอาเวลามาเป็นกรอบ แต่ทุกอย่างมันถูกสื่ออกมาไม่ครบ เราว่ามันยิ่งแย่กว่าเดิมซะอีก กลับกันถึงเนื้อเรื่องจะยาว แต่ถ้าเรามีวิธีเล่าที่ดึงความสนใจของคนได้แต่ต้นจนจบ เรื่องเวลาก็ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องมานั่งกังวลแต่อย่างใด”

ไม่มีโปรดักท์ แต่กลับฮุกคนให้หันมานึกถึงแบรนด์ได้

ปกติแล้วการทำโฆษณา แบรนด์มันจะ Tie-in สินค้าหรือไม่ก็โลโก้ของตัวเองลงไปในชิ้นงานด้วย แต่ก็น่าแปลกที่ว่า เรากลับไม่เห็น 2 สิ่งในข้างต้นปรากฏอยู่ในหนังสั้นเบลอว่ารักแถบแม้แต่นิดเดียว จะมีก็แต่ End Credit ในตอนจบเพียงเท่านั้น

ซึ่งเมื่อถามว่า แล้วแบบนี้แบรนด์จะได้อะไรกลับไป จะเป็นการทำโฆษณาแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเปล่า ?

ประเด็นนี้คงจะต้องย้อนกลับไปที่วัตถุประสงค์หลักของงานชิ้นนี้ คือทำเพื่อให้ผู้คนได้เห็นความสำคัญของการดูแลสายตา ในขณะที่เรายังใช้มันมองอะไรได้ชัดเจนอยู่ แต่ถ้ามีการ Tie-in แบรนด์เข้าไป จากที่จะหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของสายตา คนดูก็จะเปลี่ยนความคิดว่า อ้าวเห้ย ! ขายของนี่หว่า Message หลักที่เราต้องการจะสื่อออกไปมันอาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

ซึ่งก็น่าแปลกใจว่า ถึงจะไม่มีแบรนด์และโปรดักท์อยู่ในหนังสั้น แต่สุดท้ายตัวหนังก็ฮุกคนให้กลับมานึกถึกแบรนด์ได้ นั่นเป็นเพราะยังไม่มีแบรนด์ไหนสามารถสร้าง Position ในการเป็นฟิล์มถนอมสายตาได้ชัดเจนเท่ากับ Focus นั่นเอง

เจ๋งป่ะล่ะ !

เวอร์ชั่นที่ 2 ออกมา พล็อตเรื่องเหมือนเดิม ยาวกว่าเดิม แต่คนก็ยังดูซ้ำ และแตะล้านวิวภายใน 1 วัน !

ทาง Focus และ Ogilvy ตั้งเป้าไว้ว่า ถ้ายอดวิวของหนังสั้นเรื่องนี้แตะถึง 3 ล้าน Focus จะบริจาคเงินเป็นจำนวน 3 ล้านให้กับมูลนิธิที่เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคต้อกระจก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขา ได้มีสายตามองเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น

และไม่ใช่แค่กับผู้ป่วยต้อกระจกเท่านั้น แต่ User อย่างเรา ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่ผลักดันให้ยอดวิวแตะถึง 3 ล้าน ก็จะได้ดูหนังสั้นเวอร์ชั่นที่ชัดขึ้นด้วยเช่นกัน

จากเบลอว่ารักแถบ ก็กลายเป็น แบบว่ารักเธอ <3

พล็อตเดิม เล่าเรื่องยาวเหมือนเดิม แต่จบไม่เหมือนเดิม

และก็ยังมีคนเข้าดูซ้ำ เพราะหลังจากปล่อยเวอร์ชั่นที่ 2 ไปเพียงแค่ 1 วัน มียอดคนเข้าชมแตะไปกว่า 1 ล้านวิวแล้ว

ไม่ใช่แค่ภาพที่ชัดขึ้น แต่ความรู้สึกของแทนที่มีต่อจูนก็เช่นกัน

เพราะต่อจากนี้ไปในสายตาของแทน ก็จะโฟกัสไปแค่ที่จูนเท่านั้น

: )